เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพุทธบูชา :: วศิน เตยะธิติ

นอกเหตุ เหนือผล :  พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

+++ BUDDHISM THAILAND +++

๖.สมมุติ และ วิมุติ   

     สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติ ที่เราสมมุติขึ้นมาเองทั้งสิ้น สมมุติแล้วก็หลงสมมุติของตัวเอง เลยไม่มีใครวาง มันเป็นทิฎฐิ มันเป็นมานะ ความยึดมั่นถือมั่น อันความยึดมั่นนี้ไม่ใช่เรื่าองที่จะจบได้ มันจบลงไม่ได้สักที เป็นเรื่องวัฎฏสงสารที่ไหลไปไม่ขาด ไม่มีทางสิ้นสุด ที่นี้ถ้าเรารู้จักสมมุติแล้วก็รู้จักวิมุติ ครั้นรู้จักวิมุติแล้ว ก็รุ้ตักสมมุติก็จะเป็นผู้รู้จักธรรมะอันหมดสิ้นได้
   ก็เหมือนเราทุกคนนี้แหละ แต่เดิมชื่อของเราก็ไม่ได้ คือ ตอนเกิดมาก็ไม่มีชือ ทีมีชื่อขึ้นมาก็โดยสมมุติกันขึ้นมาเอง อาตมาพิจารณาดูว่า เอ! สมมุตินี้ ถ้าไม่รุ้จักมันจริงๆ แล้วมันก็เป็นโทษมากความจริงมันเป็นของเอามาใช้ให้เรารู้จักเรื่องราวมันเฉยๆ เท่านั้นก็พอ ให้รู้ว่าถ้าไม่มีเรื่อง สมมุตินี้ก็ไม่มีเรื่องที่จะพูดกัน ไม่มีเรื่องที่จะบอกกัน ไม่มีภาษาที่จะใช้กัน เมื่อครั้งที่อาตมาไปต่างประเทศ อาตมาได้ไปเห็นพวกฝรั่งไปนั่งกรรมฐานกันอยู่เป็นแถว แล้วเวลาจะลุกขึ้นออกไป ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามเห็นจับหัวกับผู้นั้นผู้นี้ไปเรื่อยๆ ก็เลยมาเห็นได้ว่า โอ! สมมุติ นี้ถ้าไปตั้งลงที่ไหน ไปยึดมั่นหมายมั่นมัน ก็จะเกิดกิเลสอยู่ที่นั่น ถ้าเราวางสมมุติได้ ยอมมันแล้วก็สบาย อย่างพวกทหาร นายพล นายพันมาที่นี่ ก็เป็นผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์ ครั้นมาถึงอาตมาแล้วก็พูดว่า "หลวงพ่อกรุณาจับหัวให้ผมหน่อยครับ" นี่แสดงว่าถ้ายอมแล้วมันก็ไม่มีพิษอยู่ที่นัี่น พอลูบหัวให้เขาดีใจด้วยซ้ำ แต่ถ้าไปลูบหัวเขาที่กลางถนนดูซิ ไม่เกิดเรื่องก็ลองดู นี่คือความยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ ฉะนั้น อาตมาว่าการวางนี้มันสบายจริงๆ เมื่อตั้งใจว่าเอาหัวมาให้อาตมาลูบ ก็สมมุติลงว่าไม่เป็นอะไร แล้วก็ไม่เป็นอะไรจริงๆ ลูบอยู่เหมือนกันเผือกหัวมัน แต่ถ้าเราไปลูบอยู่กลางทางไม่ได้แน่นอน นี่แหละเรื่องของการยอม การละ การวาง การปลง ทำได้แล้ว มันเบาอย่างนี้ ครั้นไปยึดที่ไหนมันก็เป็นภพที่นั่นเป็นชาตินั้น มีพิษมีภัยขึ้นที่นั่น พระพุทธองค์ท่านทรงสอนสมมุติแล้วก็ทรงสอนให้รู้จักแก้สมมุติโดยถูกเรื่องของมันให้มันเห็นเป็นวิมุติ อย่าไปยึดมั่น หรือถือมั่นมัน สิ่งที่มันเกิดมาในโลกนี้ก็เรื่องสมมุติทัง้นั้น มันจึงเป็นขึ้นมา ครั้นเป็นขึ้นมาแล้วและสมมุติแล้วก็อย่าไปหลง สมมุตินั้นท่านว่าเป็นทุกข์ เรื่องสมมุติเรื่องบัญญัตินี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าคนไหนปล่อยคนไหนวางได้ ก็หมดทุกข์ แต่เป็นกิริยาของโลกเรา เช่นว่า พ่อบุญมานี้เป็นนายอำเภอ เถ้าแก่แสงชัยไม่ได้เป็นนายอำเภอ แต่ก็เป็นเพื่อนกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เมื่อพ่อบุญมาได้รัยแต่งตั้งให้เป็นนายอำเภอ ก็เป็นสมมุติขึ้นมาแล้ว แต่ก็ให้รู้จักใช้สมมุติให้เหมาะสมสักหน่อย เพราะเรายังอยู่ในโลก ถ้าเถ้าแก่แสงชัยขึ้นไปหานายอำเภอ ก็เป็นสมมุติขึ้นมาแล้ว แต่ก็ให้รู้จักใช้สมมุติให้เหมาะสมสักหน่อยเพราะเรายังอยู่ในโลก ถ้าเถ้าแก่แสงชัยขึ้นไปหานายอำเภอที่ที่ทำงาน และเถ้าแก่แสงชัยไปจับหัวนายอำเภอมันก็ไม่ดี จะไปคิดว่าแต่ก่อนเคนอยู่ด้วยกัน หามจักรเย็บผ้าด้วยกันจวนจะตายครั้งนั้น จะไปเล่นหัวให้คนเห็นมันก็ไม่ถูกไม่ดี ต้องให้เกียรติกันสักหน่อย อย่างนี้ก็ควรปฏิบัติให้เหมาะสมตามสมมุติในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย จึงจะอยู่กันได้ด้วยดี ถึงจะเป็นเพื่อนกันมาแต่ครั้งไหนก็ตาม เขาเป็นนายอำเภอแล้วต้องยกย่องเขา เมื่อออกจากที่ทำงานมาถึงบ้านถึงเรียนแล้วจึงจับหัวกันได้ ไม่เป็นอะไร ก็จับหัวนายอำเภอนั่นแหละ แต่ไปจับอยู่ที่ศาลากลางคนเยอะๆ ก็อาจจะผิดแน่นี่ก็เรียกว่าให้เกียรติกันอย่างนี้ ถ้ารู้จักใช้อย่างนี้มันก็เกิดประโยชน์ถึงแม้จะสนิทกันนานแค่ไหนก็ตาม พ่อบุญมาก็คงจะต้องโกรธหากว่าไปทำในหมู่คนมากๆ เพราะเป็นนายอำเภอแน่นี่ก็เรียกว่าให้เกียรติกันอย่างนี้ ถ้ารู้จักใช้อย่างนี้มันก็เกิดประโยชน์ถึงแม้จะสนิทกันนานแค่ไหนก็ตาม พ่อบุญมาก็คงจะต้องโกรธหากว่าไปทำในหมู่คนมากๆ เพราะเป็นนายอำเภอแล้วนี่แหละ มันก็เรื่องปฏิบัติเท่านี้แหละโลกเรา ให้รู้จักกาล รู้จักเวลา รู้จักบุคคล ท่านจึงให้เป็นผู้ฉลาด สมมุติก็ให้รู้จัก วิมุติก็ให้รู้จัก ให้รู้จักในคราวที่เราจะใช้ ถ้าเราใช้ให้ถูกต้องมันก็ไม่เป็นอะไร ถ้าใช้ไม่ถูกต้องมันก็ผิด มันผิดอะไร มันผิดกิเลสของคนนี่แหละ มันไม่ผิดอันอื่นหรอก เพราะคนเหล่านี้อยู่กับกิเลส มันก็เป็นกิเลสอยุ่แล้ว นี้เรีืองปฏิบัติของสมมุติ ปฏิบัติเฉพาะในที่ประชุมชนในบุคคล ในกาลในเวลาก็คือใช้สมมุติบัญญติอันนี้ได้ตามความเหมาะสม ก็เีรียกว่าคนฉลาด ให้เรารู้จักต้นรู้จักปลาย ทั้งที่เราอยู่ในสมมุติให้มันเป็นมันก็เป็นขึ้นมา เป็นขึ้นมาได้โดยฐานที่เราสมมุติ แต่มันค้นไปจริงๆ แล้วไปจนถึงวิมุติ มันก็ไม่มีอะไรเลย
   อาตมาเคยเล่าให้ฟังว่า พวกเราทั้งหลายที่มาบวชเป็นพระนี้ แต่ก่อนเป็นฆราวาส ก็สมุติเป็นฆราวาส มาสวดสมมุติให้เป็นพระก็เลยเป็นพระ แต่เป็นพระเณรเพียงสมมุติ พระแท้ๆยังไม่เป็น เป็นเพียงสมมุติ ยังไม่เป็นวิมุติ นี่ถ้าหากว่าเรามาปฏิบัติให้จิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเหล่านี้เป็นขั้นๆไป ตั้งแต่ขั้นโสดา สกิทาคามี อนาคามีไปจนถึงพระอรหันต์นั้น เป็นเรื่องละกิเลสแล้ว แม้แต่เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังเป็นเรื่องสมมุติอยู่นั่นเอง คือ สมมุติอยู่ว่าเป็นพระอรหันต์ อันนั้นเป็นพระแท้ ครั้งแรกก็สมมุติอยู่นั่นเอง คือ สมมุติอยู่ว่าเป็นพระแล้ว ก็ละกิเลสเลยได้ไหม ก็ไม่ได้ เหมือนกันกับเกลือนี่แหละสมมุติว่าเรากำดินทรายมาสักกำหนึ่ง เอามาสมมุติว่าเป็นเกลือ มันเป็นเกลือไหมล่ะ ก็เป็นอยู่ แต่เป็นเกลือโดยสมมุติ ไม่ใช่เกลือแท้ๆจะเอาไปใส่แกงมันก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะว่าเป็นเกลือแท้ๆมันก็เปล่าทัง้นั้นแหละ นี่เรียกว่า สมมุติ ทำไมจึงสมมุติ เพราะว่าเกลือไม่มีอยู่ที่นั่นมันมีแต่ดินทราย ถ้าเอาดินทรายมาสมมุติเป็นเกลือ มันก็เป็นเกลือให้อยู่ เป็นเกลือโดยฐานที่สมมุติ ไม่เป็นเกลือจริง คือมันก็ไม่เค็ม ใช้สำเร็จประโยชน์ไม่ได้ มันสำเร็จประโยชน์ได้เป็นบางอย่าง คือในขั้นสมมุติ ไม่ใช่ในขั้นวิมุติ ชื่อว่า วิมุตินั้นก็สมมุตินี้แหละเรียกขึ้นมา แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมีหลุดพ้นจากสมมุติแล้วหลุดไปแล้ว มันเป็นวิมุติแล้ว แต่ก็ยังเอามาสมมุติให้เป็นวิมุติอยู่อย่างนั้นแหละ มันก็เป็นเรื่องเท่านี้ จะขาดสมมุตินี้ได้ไหม ก็ไม่ได้ ถ้าขาดสมมุตินี้แล้วก็จะไม่รุ้จักกราพูดกันไม่รุ้จักต้นไม่รู้จักปลายเลยไม่มีภาษาจะพูดกัน ฉะนั้น สมมุตินี้ก็มีประโยชน์ คือ ประโยชน์ที่สมมุติขึ้นมาให้เราใช้กัน เช่น คนทุกคนก็มีชื่อต่างกัน แต่ว่าเป็นคนเหมือนกัน ถ้าหากไม่มีการตั้งชื่อเรียกกัน ก็จะไม่รุ้ว่าพูดกันให้ถูกคนได้อย่างไร เช่นเราอยากจะเรียกใครสักคนหนึ่ง เราก็เรียกว่า "คน คน" ก็ไม่มีใครมามันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะต่างก็เป็นคนด้วยกันทุกคน แต่ถ้าเราเรียก "จันทร์มานี่หน่อย" จันทร์ก็ต้องมา คนอื่นก็ไม่ต้องมา มันสำเร็จประโยชน์ อย่างนี้ ได้เรื่องได้ราว ฉะนั้นได้ข้อประพฤติปฏิบัติอันเกิดจากสมมุติอันนี้ก็ยังมีอยู่ ดังนั้น ถ้าเข้าใจในเรื่องสมมุติ เรื่องวิมุติให้ถูกต้องมันก็ไปได้ สมมุตินี้ก็เกิดประโยชน์ได้เหมือนกัน แต่ความจริงแท้แล้วมันไม่มีอะไรอยู่ในที่นั่นแม้ตลอดว่า คนก็ไม่มีอยู่ที่นั่น เป็นสภาวธรรมอันหนึ่งเท่านั้น เกิดมาด้วยเหตุด้วยปัจจัยของมัน เจริญเติบโตด้วยเหตุด้วยปัจจัยของมัน ให้ตั้งอยู่ได้พอสมควรเท่านั้น อีกหน่อยมันก็บุบสลายไปเป็๋นธรรมดา ใครจะห้ามก็ไม่ได้ จะปรับปรุงอะไรก็ไม่ได้มันเป็นเพียงเท่านั้น อันนี้ก็เรียกว่าสมมุติ ถ้าไม่มีสมมุติก็ไม่มีเรื่องมีราว ไม่มีเรื่องที่จะปฏิบัติไม่มีเรื่องที่จะมีการมีงาน ไม่มีชื่อเสียงเลยไม่รู้จักภาษากัน ฉะนั้น สมมุติบัญญัตินี้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นภาษาให้ใช้กันสะดวก
   เหมือนกับเงินนี่แหละ สมัยก่อนธนบัตรมันไม่มีหรอกมันก็เป็นกระดาษอยู่ธรรมดาไม่มีราคาอะไร ในสมัยต่อมาท่านว่าเงินอัฐเงินตรามันเป็นก้อนวัตถุเก็บรักษายากก็เลยเปลี่ยนเสีย เอาธนบัตรเอากระดาษนี้มาเปลี่ยนเป็นเงิน ก็เป็นเงินให้เราอยู่ต่อนี้ไปถ้ามีพระราชาองค์ใหม่เกิดขึ้นมา สมมุติไม่ชอบธนบัตรกระดาษเอาขี้ครั่งก็ได้มาทำให้มันเหลวแล้วมาพิมพ์เป็นก้อนๆ สมมุติว่าเป็นเงิน เราก็จะใช้ขี้ครั่งกันทั้งหมดทั่วประเทศเป็นหนี้เป็นสินกันก็เพราะก้อนขี้ครั่งนี้แหละ อย่าว่า แต่เพียงก้อนขี้ครั่งเลย เอาก้อนขี้ไก่มาแปรให้มันเป็นเงินมันก็เป็นได้ ทีนี้ขี้ไก่ก็จะเป็นเงินไปหมด จะฆ่ากันแย่งกันก็เพราะก้อนขี้ไก่ เรื่องของมันเป็นเรื่องแค่นี้ แม้เขาจะเปลี่ยนเป็นรูปใหม่มา ถ้าพร้อมกันสมมุติขึ้นแล้ว มันก็เป็นขึ้นมาได้ มันเป็นสมมุติอย่างนั้น อันนี้สิ่งที่ว่าเป็นเงินนั้น มันเป็นอะไรก็ไม่รู้จัก เรื่องแรต่างๆที่ว่าเป็นเงิน จริงๆแล้วจะเป็นเงินจริงหรือ เปล่าก็ไม่รู้เห้นแร่อันนั้นเป็นมาอย่างนั้น ก็เอามาสมมุติมันขึ้นมามันก็เป็น ถ้าพูดเรื่องโลกแล้วมันก็มีแค่นี้ สมมุติอะไรขึ้นมาแล้วมันก็เป็น เพราะมันอยู่กับสมมุติเหล่านี้แต่ว่าจะเปลี่ยนให้เป็นวิมุติให้คนรู้จักวิมุติอย่างจริงจังนั้นมันยาก


 


( จำนวนคนอ่าน 1187 คน )

 b a c k
 i n d e x
 n e x t

         
• เสียงเทศน์หลวงปู่ชา สุภัทโท • ปุจฉา-วิสัชนา • ความผิดในความถูก • พระพุทธรูปในเมืองไทย • ติดต่อเว็บไซต์
• เสียงเทศน์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ • ข่าวประชาสัมพันธ์ • นอกเหตุเหนือผล • ประวัติพระสงฆ์ไทย • สมุดเยี่ยม

• แกลเลอรี • หนังสือน่าอ่าน   • แผนผังเว็บไซต์
         
เว็บไซต์เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพุทธบูชา :: วศิน เตยะธิติ © 2557