เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพุทธบูชา :: วศิน เตยะธิติ

ปุจฉา-วิสัชนา



๑.

ผมมีความข้องใจอยู่บางประการ อยากจะขอความกรุณาท่านพระอาจารย์โปรดชี้แนวทางในการปฏิบัติให้แก่กระผมบ้างเถิดครับ กระผมสนใจในการปฏิบัติธรรมมาก กระผมข้องใจบางอย่างเท่านั้น กระผมได้ปฏิบัติธรรมโดยการภาวนา "พุธ" หายใจเข้า "โธ" หายใจออก โดยการเอาสติมาใช้ในอิริยาบถทั้งสี่ สำคัญที่สุดตรงโพรงจมูก แต่บางครั้งเวลาทำสมาธิอยู่จิตมักจักเกิดอาการสะดุ้งอยู่เสมอ เวลาทำอยู่ในสมาธิ กายมักจะเบาเหมือนนุ่น บางทีก็เห็นภาพโครงกระดูกหรือไม่ก็ศพเน่าที่มีหนอนไชอยู่ กระผมอยากจะให้ท่านอาจารย์ช่วยแนะนำทีว่า ทำอย่างไรจึงจะถูกต้องและไม่ผิด และข้อสำคัญที่จิตมักจะสะดุ้งในเวลาอยู่เฉยๆ ได้ยินอะไรหน่อยก็สะดุ้ง แล้วขอวิธีแก้ด้วย และอีกอย่างหนึ่งคือจิตคิดกลัวผี ทำอย่างไรจึงจะแก้ได้ ช่วยแนะนำที กระผมได้พบชื่อท่านอาจารย์อยู่ในหนังสือประวัติพระอาจารย์มั่น ซึ่งผมอ่านอยู่ และช่วยแนะนำกระผมทีว่าอย่างไรถูก ผิดประการใด และอย่างไหนเป็นสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ช่วยบอกด้วยและทำอย่างไรจึงจะถูก กระผมขอความกรุณาช่วยแนะนำผมที ถ้ามีหนังสือทางธรรมไว้จำหน่ายเล่มละเท่าไรช่วยบอกที ถ้าไม่ได้จำหน่ายผมขออนุญาตไว้อ่านสักฉบับด้วยนะครับ

ที่ท่านภาวนาด้วย "พุท" เข้า "โธ" ออก กับลมหายใจนั้นถูกต้องแล้ว ที่ตั้งลมตรงโพรงจมูกก็ถูกต้องเช่นกัน ตามอิริยาบถต่างๆ จิตจะสะดุ้งบ้างก็ช่างเถอะ อย่าไปตั้งความสนใจและสงสัยมัน แม้คนไม่ได้ภาวนาเขาก็เป็นได้เช่นกันในเรื่องสะดุ้ง ถ้าใจค่อยๆ สงบลง กายก็ย่อมเบา ใจก็เบา ซึ่งเป็นผลของความสงบจากการภาวนา นับว่าถูกต้องดีแล้ว นิมนต์ทำต่อไปอย่าลดความเพียรพยายาม ใจจะละเอียดเข้าไปโดยลำดับ

การเห็นภาพโครงกระดูกในขณะภาวนานั้นคือพระธรรมท่านแสดงของจริงในกายของเรา ของสัตว์โลกให้ทราบว่า แม้ไม่ดูไม่เห็น กายก็จะต้องเป็นเช่นนั้นทุกรูปทุกนามไม่สงสัย เมื่อเห็นภาพเช่นนั้น ขอให้น้อมเข้ามาสู่ร่างกายเราว่าเป็นเช่นนั้น และควรนำภาพนั้นมาพิจารณาอยู่เสมอ จนใจเกิดความเบื่อหน่ายคลายความยินดีในกายเขา กายเรา ถ้าทำได้อย่างนี้จะดีมาก หากยังทำไม่ได้ก็ขอให้ทำความเข้าใจกับภาพนั้นไว้เพื่อเป็นพยานแห่งกายเรากายเขา ว่าต้องเป็นดังภาพที่ปรากฏโดยแท้

การกลัวผีนั่นเป็นเรื่องของเด็ก มิใช่เรื่องของผู้เสาะแสวงหาเหตุผล และผู้มีเหตุผล ความจริงผีมิได้มาจากไหนมากไปกว่าผี คือ ตัวสังขารที่คิดปรุงหลอกตัวเองให้กลัวซึ่งเกิดจากใจต่างหาก และความกลัวผีนั่นแล คือ ตัวภัย ตัวโทษ ที่ให้โทษแก่ผู้กลัวผี ผีมิได้มาให้โทษแก่ใคร ผีลมผีแล้งที่คิดขึ้นจากใจต่างหากตัวหลอกให้กลัวให้ทุกข์ กรุณาจำตามนี้และปฏิบัติดังนี้แนะมา คุณจะหายกลัวลมๆ แล้งๆ ไปเอง

ความสงบเย็นเป็นสมาธิเป็นสมถะ จิตมีความแยบคายด้วยสติปัญญาต่อการพิจารณาในสภาวธรรมทั้งหลาย มีขันธ์ห้า เป็นต้น เป็นวิปัสสนา

ผมได้สั่งพระให้จัดหนังสือเท่าที่ยังพอมีส่งมาให้ท่านพร้อมนี้ กรุณาอ่านให้เกิดประโยชน์ หนังสือที่ผมเขียนทุกเล่มพิมพ์แจกทานล้วนๆ ไม่มีการจำหน่ายเลย




๒.

หนูมีปัญหาที่ต้องการกราบรบกวนหลวงตา หนูคิดอยู่นานเหมือนกันไม่ค่อยอยากรบกวนหลวงตา เพราะได้ทราบว่าสุขภาพหลวงตาไม่ค่อยดี แต่สถานการณ์มันเลวลงทุกวัน จึงทำให้หนูตัดสินใจเขียนมารบกวน

   หนูและพี่สาวดูแลคุณแม่อายุ 84 กว่าแล้ว ท่านเป็นโรคอัมพฤกษ์ (ร่างกายซีกขวาไม่ทำงาน) มา 2 ปีแล้ว และเราก็ตั้งใจจะดูแลท่านจนกว่าชีวิตท่านจะถึงที่สุด คุณแม่ทานตลอดเวลา เรียกให้ป้อนอาหารแทบทุกครึ่งชั่วโมง และทานครั้งละคำสองคำก็บอกพอ ท่านเลือกสรรอาหารจนแทบจะหมดปัญญาสรรมาให้ บ่อยครั้งที่ให้อาหารเคยชอบกลับไม่ทาน จะทานอีกอย่างซึ่งไม่ใช่ว่าจะหาได้ทุกครั้งไป เป็นอย่างนี้มาตลอด 2 ปี จนลูกเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อมากเข้าก็กลายเป็นโทสะ ระยะหลังนี้หนูและพี่สาวดุคุณแม่บ่อยซึ่งทุกครั้งที่ดุ หนูก็ไม่สบายใจ เสียใจตนเองทุกครั้ง ตั้งใจว่าจะทำดีๆกับท่าน แต่พอเข้าไปหาท่านได้เห็นพฤติกรรมของท่านก็อดโกรธไม่ได้

   หลวงตาคะ ทำอย่างไรแม่ถึงจะกวนน้อยลง หรือตอนเด็กๆ หนูจะตื้อท่านมาก แต่ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า หนูเลี้ยงง่ายที่สุดในบรรดาลูกทั้งหมด หรือชาติก่อนๆหนูเคยกวนท่านมาก หนูไม่อยากดุ ไม่อยากโกรธแม่เลย หนูกลัวตกนรก และจริงๆหนูก็รู้ว่าแม่มีความทุกข์ และหนูก็พยายามช่วยท่าน แต่ท่านไม่ยอมรับรู้อะไรเลย นอกจากท่านจะทำตามความต้องการของท่านเท่านั้น ท่านไม่ยอมรอคอยอะไรด้วย ถ้าจะทานอะไรจะต้องนำมาให้ท่านเดี๋ยวนั้น ถ้าไม่ได้ท่านก็จะโวยวายอยู่นั่นจนกงว่าจะได้ตามต้องการ พอได้ก็ทานแค่สองคำแล้วสั่งให้เอาไปเก็บ อีก 10-15 นาทีก็จะเรียกทาของอย่างอื่นต่อไป กลางคืนก็ทาน แต่ก่อนเกรงใจไม่เรียกไม่ปลุก เดี๋ยวนี้ท่านเรียกทุกเวลา

   หลวงตาได้โปรดชี้แนะหนูด้วย หนูยอมรับว่าหนูเป็นลูกที่ไม่ดี ดุพ่อดุแม่ (ทั้งๆที่ไม่อยากดุ) หลวงตาจะดุด่าหนูก็ได้ค่ะ ขอแต่เพียงช่วยให้แม่กวนน้อยลง เลี้ยงให้ง่ายๆหน่อย หรือให้หนูมีใจเยือกเย็นอดทนต่อพฤติกรรมของแม่ได้

   หนูกราบขอบารมีหลวงตาด้วย สมาธิหนูตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้ความเท่าไร หนูพยายามนำเรื่องของแม่มาพิจารณาเหมือนกันก็ยังไม่ได้ผล หนูไม่อยากทำเวรทำกรรมับพระอรหันต์ของหนู และหนูก็ตั้งใจที่จะตอบแทนพระคุณท่านจนถึงที่สุด

แม่เป็นคนป่วย เราเป็นคนดีปกติ ไม่ควรแสดงกิริยาผิดปกติต่อคนไข้ซึ่งไม่ปกติในธาตุขันธ์และจิตใจ การขอรับประทานบ่อยและการเอาตามใจตัวเองนั่นเป็นอาการระบายความทุกข์ทรมารของคนป่วยแต่ละครั้ง แต่ละอาการต่อลูกๆผู้เป็นคนดี ปกติทางธาตุขันธ์จึงควรเห็นใจให้ความอบอุ่นแก่ท่าน ท่านหวังพึ่งลูกๆทุกอย่างทั้งเป็นทั้งทุกข์ทั้งตาย ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่เรียกร้องนอกจากลูกๆของตนเท่านั้น คนอื่นก็เป็นคนอื่น แม่ก็ทราบว่าเป็นคนอื่น จึงไม่รบกวนใครๆนอกจากลูกๆของตนเท่านั้น

   พระคุณของแม่ล้นฟ้าล้นแผ่นดินที่ควรเทิดทูนสุดหัวใจ แต่คุณของความโมโหโทโสความดุด่านั้นไม่มี นอกจากมีแต่โทษล้วนๆของมันเท่านั้น จึงไม่ควรเอาความดุมาแข่งพระคุณของแม่อีกต่อไป ที่เป็นมาแล้วก็ควรยอมรับว่าผิดต่อแม่ ความโมโหความดุจะได้หมอบหัวลงไม่โผล่หัวขึ้น แผ่พังพานต่อสู้กับผู้มีพระคุณล้นฟ้าอีกต่อไป อาหารที่หามาให้ท่านไม่ทันหรือหามาไม่ได้ก็บอกท่านโดยดีว่าไม่ทันไม่ได้ พร้อมกับการแสดงกริยานุ่มนวลต่อท่านสมกับเราเป็นลูกผู้ดีของท่านที่ไว้ใจ ลงใจในเราจนฝังใจชนิดถอนไม่ขึ้น

   จงเมตตาท่านสุดหัวใจตลอดไป อย่านำพิษคือกริยาไม่ดีและดุด่ามาเป็นคู่แข่งพระคุณท่าน และเผาลนท่านให้แสลงตาแสลงใจได้ทุกข์เพราะเราอีกต่อไป

   เรากวนท่านตอนอยู่ในท้อง ตกคลอดออกมาเวลายังเด็กยังเล็กจนรู้เดียงสาและถึงบัดนี้กวนมาก ยุ่งมาก วุ่นวายท่านมาก ไม่มีใครยุ่งวุ่นวายเกินกว่าลูกๆ ยุ่งวุ่นวายพ่อ-แม่ กรุราทบทวนให้ละเอียดระหว่างเรากับแม่กวนกัน วุ่นวายกันเรื่อยมา ความดุความต่ำที่เคยมีในตัวเรากับแม่จะไม่เป็นคู่แข่งกันอีกต่อไป จะมีแต่ความเมตตากรุณาอันเป็นธรรมความชุ่มเย็นล้วนๆ ต่อกันจนอวสาน




๓.

   ดิฉันเคยได้ยินและกราบรูปของท่านอาจารย์มานานแล้ว รวมทั้งอ่านหนังสือของท่านอาจารย์บางเล่มที่มี ดิฉันรู้สึกว่าดีมาก เพราะเทศน์แต่ละครั้งจะต้องมีอุบายให้ดิฉันคิดอยู่เสมอ

   การนั่งสมาธิ ดิฉันจะนั่งทุกวัน วันละประมาณ 5-10 นาที บางครั้งครึ่งชั่วโมง (รู้สึกว่าน้อยมากสำหรับการนั่งสมาธิ) แต่ก็ไม่ค่อยจะมีเวลาเพราะทำงานด้วย และลูกๆที่บ้านก็ยังเล็กมาก ทำให้นั่งไม่ค่อยสะดวก ดิฉันมีปัญหาบางอย่างอยากจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ เพราะปัญหานี้ได้เคยถามพระบางองค์แล้ว ท่านอาจจะเห็นเป็นปัญหาของเด็กอมมือหรือคนโง่ ถามตอบแล้วไม่ให้ความกระจ่างต่อดิฉันเลย บางองค์ก็ไม่ตอบทำให้ดิฉันไม่กล้าถามเพราะจะแสดงถึงความไม่พยายามของดิฉัน คือให้นั่งนานๆ ปัญญาจะมีมาเองเพราะละเอียดอ่อนมาก แต่เหมือนกับว่าดิฉันเป็นคนมีกรรม นั่งเท่าไรก็คิดไม่ออกไม่เกิดปัญญา แต่ดิฉันก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรจึงอยากจะเรียนถามปัญหาท่านอาจารย์ดังนี้ค่ะ

     1. พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น ท่านได้สั่งสอนแต่ให้คนทำดีละเว้นจากกาม แต่ทำไมพระบางองค์จึงได้เอาสัญลักษณ์ของกามคือ ปลัดขิก มาให้คนกราบไหว้บูชา โดยทำเป็นสัญลักษณ์ใหญ่บ้างเล็กบ้างแล้วแต่จำนวนเงินของผู้บูชา อยากทราบพระพวกนี้เมื่อมรณะไปแล้วจะได้เป็นโสดาบันหรือพระอรหันต์ได้บ้างหรือไม่ เพราะในระยะที่พระพวกนี้มีชีวิตอยู่ก็มีแต่ความดังในด้านวัตถุนิยม มีแต่คนแห่แหนไปกราบไหว้บูชา

     2. คนเราเมื่อตายไปแล้วก็เหลือแต่ดวงจิตหรือวิญญาณออกจากร่างไป ร่างกายถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นธาตุ 4 ดิฉันข้องใจว่าการได้รับโทษในนรกนั้นดวงจิตของเราหรือวิญญาณของเราเป็นผู้ได้รับโทษใช่ไหม

     3. ดิฉันได้อ่านหนังสือฉบับหนึ่งว่า ในขณะนี้หลวงปู่ตื้อได้มาเข้าทรงคนและรักษาตาให้ชาวบ้าน โดยใช้เทียนปิดหรือจ่อที่ตา ดิฉันไม่แน่ใจว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะหลวงปู่ตื้อเป็นครูบาอาจารย์ที่มนุษย์มีกิเลสอย่างพวกดิฉันไม่น่าจะเอาชื่อของท่านมาหากินเลย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าใช่หลวงปู่ตื้อหรือไม่และเป็นจริงหรือไม่

     ปัญหาของดิฉันมีเพียง 3 ข้อ ดิฉันหวังอย่างยิ่งว่าจะได้รับคำตอบจากท่านอาจารย์ เพราะในขณะนี้ที่ทำงานดิฉันเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว เพราะปัญหาที่ทำงานมีเยอะ ดิฉันเลยมีโอกาสดีกว่าคนอื่นที่ยังพอมีเทปของหลวงพ่อสิมบ้าง ท่านอาจารย์เทสก์บ้าง ของทานอาจารย์เองบ้าง เปิดฟังเลยทำให้จิตใจไม่ค่อนข้างจะยุ่งกับสังคมสมัยใหม่มาก สุดท้ายนี้ดิฉันขออวยพรให้ท่านอาจารย์อยู่เป็นที่สักการะกราบไหว้บูชาของประชาชนทั่วไปนานๆด้วยเทอญ

   การเทศน์แต่ละกัณฑ์ และการเขียนหนังสือแต่ละเล่มก็เพื่อผู้ฟังผู้อ่านได้คิดอ่านไตร่ตรองให้เกิดประโยชน์ทั้งสื้น มิได้มุ่งให้สนุกเพลิดเพลินแบบโลกๆแต่อย่างใด ผู้ฟังผู้อ่านควรฟังอ่านด้วยความสนใจไตร่ตรองให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

   นั่งสมาธิภาวนาแค่ 5-10 นาที แต่มุ่งผลและความฉลาดล้นโลกนั้นมันอวดกิเลสตัวไม่เอาไหนเกินไป อ่านแล้วอ่อนใจ ท้อใจ ที่จะสั่งสอนใครๆเพราะไม่คุ้มค่าที่สละตายแสวงธรรมมาสั่งสอนคลังกิเลสตัวขี้เกียจไม่เอาไหน ทุกๆคนเกิดกับเวล่ำเวลากันทั้งนั้น นับแต่อยู่ในท้องจนตกคลอดมาถึงบัดนี้ แต่จะหาโอกาสเวลามาทำความดีภาวนาบ้างไม่มี นั่นคือความจนตรอกจากกิเลสจนหาทางออกไม่ได้แล้วนะ จะว่าไม่เตือน บทเวลาตาย ตายได้ทุกคน ทำไมจึงมีเวลาตายได้ กรุณาตั้งปัญหาถามกิเลสตัวปิดกั้นเวล่ำเวลาบ้าง เพื่อมีทางออกไม่ถูกปิดจนวันตายและตลอดไป

   ปัญหาที่คุณถามนั้น พระส่วนมากท่านไม่อาจตอบ เพราะปลัดขิกกับปลัดขบสองกษัตริย์นี้มันมีอำนาจมาก มันสามารถเตร็ดเตร่เพ่นพ่านไปได้ทุกซอกทุกมุมแม้กระทั่งในวัด ในกุฏิพระ ในห้องนอนพระ ไม่เกรงกลัวใครๆทั้งสิ้น (วิทยุ โทรทัศน์ วีดีโอ) เข้าได้ไม่เลือกหน้าชก ใครเก่งเชิญมาต่อกร ถ้าอยากบรรลัยชั่วพริบตาเดียว ศาสนาจะสอนอย่างไรก็สอนไป แต่เจ้าปลัดขิกปลัดขบมันไม่ยอมฟังท่าเดียว ชาวพุทธหรือผู้ปฏิบัติธรรมก็อยู่หมัดให้มันไปไม่รอด

   พวกเก่งๆทางปลัดขิกปลัดขบนี้เวลามรณะไปแล้วจะได้สำเร็จโสเดาแทนโสดาบัน และสำเร็จอรหันต์ประเภทหันเหตามปลัดทั้งสองแทนพระอรหันต์ ไม่อาจสงสัยใครเก่งก็ลองดูจะรู้เอง ไม่จำเป็นต้องถามใคร นี่คือการตอบปัญหาข้อที่หนึ่งของคุณ

2. คนและสัตว์มารับทุกข์มหันตทุกข์กันทั่วหน้า เวลานี้เอาอะไรมาเกิดมารับทุกข์กัน อนาคตก็เหมือนปัจจุบันนี่เองไม่อาจสงสัย อะไรจะแตกสลายก็แตกสลายไป แต่กิเลสที่พาให้ก่อภพชาติภายในใจไม่แตกสลายไปด้วยมันต้องสร้างวิบากกรรมพาให้สัตว์เป็นทุกข์จนได้ไม่อับจน คุณสงสัยให้จนตรอกทำไม จงสร้างความดีคือบุญกุศลเข้าซิ ถ้าไม่อยากแบกหามทุกข์ต่อไปอย่างยืดยาวน่ะ

3. แม้แต่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่าน มนุษย์สมัยจรวดมันยังเอาท่านมาเป็นตุ๊กตาเครื่องเล่นของเด็กได้ จะกล่าวไปทำไมถึงครูอาจารย์ทั้งหลายในวงปัจจุบัน มันเรื่องเท่ากับหนูตัวหนึ่งเท่านั้น ถ้าไม่อยากเป็นบ้าไปกับเขา

เก็บเพื่ออะไรเก็บตัวนั่นน่ะ นำออกทำงานที่เป็นประโยชน์แก่ตนและส่วนรวมซิ เขาก็คน เราก็คน มันคนละคนไม่คลุกเคล้ากันนี่ เรามีอิสระเต็มตัวในการคิด การพูด การทำ เช่นเดียวกับโลกทั่วไป กลัวอะไร เกรงอะไร กลัวบาปเกรงบาปที่จะบีบหัวใจนั่นดีกว่ากลัวอะไรๆในโลก เทปก็มี หนังสือก็มีให้ฟังให้อ่าน โดดตะครุบเงาลมๆแล้งๆ หาสมบัติพระแสงอะไร คะนองไม่เข้าเรื่องนี่




๔.

   ลูกได้รับธรรมะจากหลวงพ่อแล้วค่ะ ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงที่หลวงพ่อมีเมตตาจิตต่อลูก ลูกฟังแล้วสบายใจ ซาบซึ้ง หายทุกข์ใจมากๆค่ะ ถึงแม้จะมีใครนำสิ่งมีค่ามาให้ลูกก็ยังสู้ได้รับฟังธรรมะของหลวงพ่อไม่ได้ค่ะ หลวงพ่ออุตส่าห์พยายามแนะแนวทางให้สติต่อลูกหลายอย่าง ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน ซึ่งลูกไม่สามารถจะหาสิ่งใดมาทดแทนพระคุณได้เลยค่ะ หากมีสิ่งใดที่ลูกรบกวนหลวงพ่อหรือทำให้หลวงพ่อลำบากใจมากไป หลวงพ่อกรุณาได้โปรดให้อภัยต่อลูกด้วยนะคะ ลูกมีหลวงพ่อนี่แหล่ะที่เป็นที่พึ่งที่ดีที่สุด หลวงพ่อได้โปรดกรุณาเมตตาลูกอย่างนี้ตลอดไปนะคะ หลวงพ่อคะ เวลานั่งภาวนานานๆทำไมจึงปวดเมื่อยมาก และต้องขยับกายบ่อยๆ อย่างนี้จะทำให้เสียสมาธิไหมคะ และทุกครั้งที่จิตหายฟุ้งซ่านทำไมจึงไม่รู้สึกตัวและคำภาวนาว่าพุทโธก็หายไป ปัญญาก็ไม่เกิด ลูกจะบังคับสติให้ระลึกอยู่ได้อย่างไรคะ เมื่อคืนนี้ตอนก่อนนอนลูกนั่งภาวนาประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะนอนหลับไกฝันว่าคุยกับเพื่อนๆและบอกเขาว่าอีกหน่อยถ้าเราบังคับสติได้ "เราจะเป็นคนเหนือโลก" หลวงพ่อคิดว่าเป็นไปได้ไหมคะ หลวงพ่อกรุณาแนะแนวทางปฏิบัติด้วยค่ะ ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง แต่ทั้งนี้ลูกต้องขอกราบพึ่งบุญบารมีของพระศรีรัตนตรัยและหลวงพ่อด้โปรดดลบันดาลให้กำลังใจ ให้มีปัญญาและดวงตาเห็นธรรมเร็วๆค่ะ

   ขอกราบอัญเชิญอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายโปรดคุ้มครองหลวงพ่อให้มีความสุขเกษม มีอายุยืนนาน ได้ให้ธรรมะแก่ลูกๆตลอดไปค่ะ

   ไม่ว่าเฉพาะนั่งภาวนานานๆปวดเมื่อย แม้เขานั่งเล่นไพ่และนั่งสนุกเฮฮา ตลอดนั่งอื่นๆ เมื่อนั่งนานก็ปวดเมื่อยเช่นเดียวกัน เป็นแต่ความสมัครใจต่างกันจึงราวกับว่าปวดเมื่อยเฉพาะเวลานั่งภาวนา นั่งอย่างอื่นๆไม่ปวดเมื่อยความจริงแล้วย่อมปวดเมื่อย ความจริงแล้วย่อมปวดเมื่อยเหมือนกันทั้งสิ้น ธาตุขันธ์ไม่ลำเอียงนอกจากใจลำเอียงเท่านั้น การขยับกายก็ไม่เสียสมาธิถ้าจิตไม่ดิ้นรนกวัดแกว่ง ผู้ฝึกหัดใหม่เมื่อปวดเมื่อยจะขยับบ้างก็ได้ แต่ผู้ฝึกหัดมานานแต่ยังมามัวขยับแต่กายก็แสดงว่าใจไม่เอาไหน มากังวลแต่กายแทนที่จะกังวลกับความดิ้นรนของใจที่มายุ่งกับกาย

   เวลาจิตหายฟุ้งซ่านจิตไม่กังวลกับอะไร จิตจึงไม่รู้สึกกับกาย ขณะที่จิตสงบสนิทคำภาวนาย่อมหมดปัญหาไปในเวลานั้น เหลือแต่ความรู้เด่นอยู่โดยลำพัง ปัญญาย่อมไม่เกิดในขณะที่จิตสงบเป็นสมาธิ แต่จะเกิดเมื่อออกจากที่สงบแล้วพิจารณาทางปัญญา โดยยกธาตุขันธ์ขึ้นพิจารณาทางอสุภะบ้าง ทางไตรลักษณ์บ้างตามแต่ถนัดในไตรลักษณ์ใด ปัญญาจะไม่เกิดแก่ผู้ไม่พิจารณาในเวลาที่จิตสงบอิ่มตัวและออกจากความสงบแล้วอันเป็นความเหมาะสมแก่การพิจารณา แม้จิตจะสงบละเอียดมากเพียงไรถ้าไม่พาจิตพิจารณา จิตก็จะติดอยู่กับความสงบนั้นตลอดไป ที่ถูกควรพิจารณาหลังจากจิตพักสงบแล้ว การบังคับสติเราเคยบังคับอย่างไรก็ควรบังคับดังที่เคยปฏิบัติมาแล้วนั่นแล กรุณาดูแนวทางพิจารณาในหนังสือที่ได้มานั้นแล หนังสือนั้นเหมาะอยู่แล้ว

   ถ้าบังคับสติได้และใช้ปัญญาพิจารณาตามที่แนะ สติและปัญญาก็จะดีขึ้นโดยลำดับ ทำให้ใครๆเปนคนเหนือโลกได้ อย่าว่าแต่คุณจะเป็นคนเหนือโลกโดยเฉพาะคุณเลย สติปัญญาทำให้คนเป็นคนเหนือโลกมามากต่อมากแล้ว พระพุทธเจ้าไม่เคยโกหกโลก ธรรมะไม่เคยโกหกโลก แต่ไหนแต่ไรมา นอกจากคนเรามักโกหกตัวเองอยู่ตลอดเวลาเรื่อยมาเท่านั้น จึงเป็นคนเหนือโลกไม่ได้ ร้อยทั้งร้อยมีแต่กิเลสเหนือโลกเหนือคน คนไม่ได้เหนือกิเลสและเหนือโลกเลย ถ้าอยากเป็นคนเหนือโลกดังคำฝันก็พยายามรักษาสติให้ดี ทำปัญญาให้เกิดด้วยการพิจารณา




๕.

   ดิฉันซาบซึ้งในความเมตตาที่พระคุณเจ้าแผ่บารมีไปยังดิฉันชาวจังหวักสมุทรสงคราม ดิฉันขอกราบเรียนว่าดิฉันได้รับประโยชน์จากหนังสือของพระคุณเจ้ามากมาย จนไม่สามารถจะกล่าวเป็นวาจาอย่างใดจึงจะเหมาะกับความรู้สึกรำลึกถึงพระคุณของพระคุณเจ้า และขอกราบเรียนด้วยว่าดิฉันได้เริ่มปฏิบัติตามหลักการปฏิบัติธรรมที่ดิฉันได้รับความรู้จากหนังสือของพระคุณเจ้าแล้ว และพบปัญหาว่าพอเวลาเริ่มนั่งภาวนาสมาธิ ใจก็สบได้เล็กน้อยแล้วก็เริ่มคิดถึงอดีต ปัจจุบัน อนาคตวุ่นไปหมด และดิฉันได้พยายามแก้ไข พยายามใช้สติคุม ก็ได้ผลคือสงบลงได้บ้าง และค่อยสงบดีกว่าครั้งแรกๆแต่พเวลาหลังจากนั่งสมาธิแล้ว (ดิฉันนั่งสมาธิในช่วงเวลา 4-5 ทุ่ม) ก็นอนตามปกติและมักจะฝันบ่อยๆ บางครั้งเป็นฝันน่ากลัวคล้ายคนจะเข้ามาทำร้าย บางครั้งกลัวขนาดละเมอตกใจตื่นและนอนไม่หลับไปนาน ต้องพยายามภาวนาพุทโธจนหลับไปอีก ดิฉันขอกราบเรียนถามว่าเป็นเพราะเหตุใด ขอพระคุณเจ้าเมตตาให้ความสว่างแก่ดิฉันผู้เริ่มแรกด้วยเจ้าค่ะ

   ธรรมะของพระพุทธเจ้าประกาศกังวานโลกมานาน ถือเอาเป็นความสัจความจริงและเชื่อถือไม่ได้หรือ ถึงได้ดอดไปเชื่อความฝัน ยึดความฝันมาเป็นไฟเผาตัวโดยถือเอาเป็นความจริง ต้องขออภัยว่าให้เสียบ้าง คงไม่ร้อนเท่าคำฝันทำพิษกระมัง คำภาวนามีอยู่บริกรรมลงไปมีฝันจะได้จางไปบ้างเชื่อลมๆแล้งๆอย่างไรกันนี่ ที่พูดว่าได้ประโยชน์จากธรรมของอาจารย์นั้นได้ตรงไหนกันแน่ ดูๆเห็นแต่แย่ลงเพราะคำฝันหลอกจะให้เป็นบ้าไปได




๖.

   หนูแอบเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์ก็เนื่องในหนังสือที่ยืมอ่านบ้าง จากคุณป้าท่านเมตตาหามาให้อ่านบ้าง บ่อยครั้งมีปัญหาในธรรมหรือสงสัยในธรรมขึ้นมา พอได้หยิบหนังสือท่านอาจารย์ขึ้นมาอ่านยังมิทันจะเลือกหัวข้อธรรม เพียงเปิดอ่านดูเท่านั้นกลับไปตรงกับที่กำลังข้องใจอยุ่ทุกที ทำให้นึกถึงความอัศจรรย์ของธรรม สมดังที่ว่า "ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม"ราวกับว่าท่านอาจารย์ได้คอยแนะนำสอนอยุ่ตลอดเวลา

   หนูมีปัญหาว่าเมื่อภาวนาไปสักพักจิตมันไปวาบสว่างมากๆที่ช่วงอกอยู่นาน เลยวางคำบริกรรมเหมือนกับว่า ตา หู กาย ไม่มี แต่ก็ได้ยินอยู่ ท่านอาจารย์แนะให้พิจารณากาย ผ่าอก ตัดตัวเองออกเปนท่อนๆผ่าตัวออก ตัดคิ้ว ควักลูกตาซ้ายขวา ตัดแขนขา ควักไส้ ปอดออก และให้ทำโดยอนุโลมปฏิโลม หนูนึกยังไงมันก็ไม่เป็นภาพขึ้นมาได้ แต่มันก็อยู่อย่างนั้นของมัน หนูควรทำอย่างไรคะ ท่านอาจารย์ได้โปรดเมตตาแนะนำหนูผู้โง่เขลาผู้นี้ด้วยเถอะค่ะ

   ท้ายนี้ขอความเมตตาจากท่านอาจารย์ไดโปรดเมตตารับหนูผู้มีกิเลสหนา ปัญญาทึบ ซึ่งมีอยู่เต็มตัว ไว้เป็นลูกศิษย์ด้วยเถอะค่ะ เพื่อเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกที่หลงมัวเมาหลงทางเดิน แหวกโลกออกมาให้ได้ด้วยเถอะเจ้าค่ะ

   สว่างก็ปล่อยให้มันสว่าง ที่จิตแสดงอาการสว่างอยุ่ภายในนั้นถูกต้องแล้ว อย่าไปสนใจกับมันนัก ปล่อยให้มันพักตัว เมื่อถึงเวลาพิจารณาก็ควรทำ หลังจากจิตถอนออกมาจากการพักตัวคือถอนออกจากสมาธิแล้ว




๗.

   เนื่องด้วยดิฉันได้ทำสมาธิแล้วมีความรู้สึกว่าทำได้ดีพอใช้ แต่ภายหลังรู้สึกว่าจิตเกิดแข็งขึ้นมา ดิฉันพยายามบังคับแต่จิตกลับยิ่งแข็งมากขึ้น ระยะหลังนี้ดิฉันนอนไม่หลับและหลับไม่สนิท ตื่นคืนละสี่ห้าครั้งเป็นเวลาเดือนกว่า ดิฉันจึงหยุดพักทำสมาธิและไปหาแพทย์และรักษาอยู่สองอาทิตย์ได้แล้ว และรับประทานยาก็ยังหายไม่ปกติ ดิฉันได้เริ่มทำสมาธิใหม่โดยปล่อยใจให้สบายๆไม่บังคับ รู้สึกว่าการทำสมาธิดีขึ้นมากและจิตไม่แข็งแล้ว

   ดิฉันใคร่กราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่าที่นอนไม่หลับและนอนหลับๆตื่นๆนั้นเพราะเหตุใด ถ้าเพราะสุขภาพไม่ดีก็คงจะทรุดโทรม แต่นี่ดิฉันไม่เหนื่อยหรืออ่อนเพลียอะไร การที่บังคับจิตมากนั้นจะเป็นเหตุทำให้นอนไม่หลับหรือไม่ และดิฉันควรจะปฏิบัติอย่างไรต่อไป

   การบังคับจิตแม้เจตนาเป็นธรรม แต่วิธีบังคับอาจกลายเป็นทางส่งเสริมกิเลสให้ฟุ้งตัวมากขึ้นก็ได้ จิตจึงแข็ง-ต่อสู้ได้ การคล้อยตามเป็นพักๆ ตอนๆ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดย่อมเป็นอุบายให้จิตอ่อนตัวและสงบได้ดังที่คุณเล่าไป

   ปกติการฝึกทรมานจิตดวงพยศโดยถูกทาง จิตจะดื้อด้านไปไม่ได้ ย่อมจะยอมจำนนธรรมเครื่องฝึกทรมาน ดดยไม่อาจสงสัย(วิธีนี้เราเคยทำมาแล้ว เอาจนจิตอยู่หมัดประจักษ์ใจ) ฉะนั้นพอได้อ่านบทที่คุณเล่าว่าฝึกทรมานเท่าไร จิตยิ่งแข็ง ยิ่งต่อสู้เท่านั้น ใจมันคึกคักขึ้นในท่าต่อสู้ทันที (อยากทำให้ดูเดี๋ยวนั้นเลย) ต้องขออภัยถ้าผาดโผนไป จึงทำให้คิดว่าอาจบังคับผิดวิธีไปบ้างก็ได้ กิเลสจึงมีกำลังต่อสู้ธรรมเครื่องปราบปราม

   ความกังวลต่องานและผลของงานว่าไม่ได้อย่างใจก็นอนไม่หลับ ความเพลินในความเพียรก็นอนไม่หลับ จิตเข้าขั้นสติปัญยาอันเกรียงไกร ขุดค้น ต่อสู้ ฟาดฟันกับกิเลสชนิดต่างๆก็นอนไม่หลับ ความทุกข์กังวัลทางใจมากก็นอนไม่หลับ มีด้วยกันหลายสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับ

   พอจะเริ่มดีดดิ้นออกจากการนอนจมปลักของกิเลสก็มาห่วงแต่นอน ราวกับจะไปนิพพานด้วยท่านอนไม่ยอมตื่นอย่างไรกัน




๘.

หลวงพ่อคะ การที่คนเราป่วยแล้วกินยาอย่างนี้จะถือว่าเป็นการบำรุงกิเลสหรือเปล่าคะ

กินยาอย่างอื่นบำรุงกิเลสหรือเปล่าล่ะ




๙.

บำรุงค่ะ ก็บำรุงให้มีตัวมีตนอยู่

พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้บ้างหรือเปล่าว่าเภสัชน่ะ ถ้าหากว่าเภสัชนี่เป็นการบำรุงกิเลส พระพุทธเจ้าก็สอนโลกให้บำรุงกิเลส ไม่ได้สอนโลกให้แก้กิเลสละซิ




๑๐.

การที่เรารักษาตัวนี่คงไม่เป็นที่ว่าเป็นการบำรุงกิเลสนะคะ ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร จะแก้ว่าไง คือไม่ถือว่าเราเป็นตัวตน โดยถือเอาเราเป็นใหญ่อย่างนี้ใช่ไหมคะ

ก็เรารักษาไว้เพื่อปฏิบัติธรรม เราไม่ได้รักษาไว้เพื่อบำรุงกิเลส ก็คงไม่เป็นเรื่องของกิเลส ถ้าเรารักษาไว้เพื่อเรื่องของกิเลสแม้จะไม่บอกว่าบำรุงกิเลสก็คือการบำรุงกิเลสอยู่นั่นแล ยานี้มันน้อยไป...เอายามาแก้โรคแก้ภัยนี่ เอาอาหารดีๆมาให้พระฉัน ไม่ใช่เอามาบำรุงพระจนหมดวัดแล้วเหรอ เพราะฉะนั้นพระจึงเป็นกองกิเลส คลังกิเลสอยู่ในนั้นเพราะได้สิ่งบำรุงจากญาติโยม ถ้าจะพูดไปอย่างนั้นมันก็เป็นอย่างนั้น แต่นี่ในหลักบิณฑบาตท่านก็สอนไว้แล้ว บิณฑบาตที่ฉันนี้พอยังอัตภาพให้เป็นไปเพื่อระงับดับทุกขเวทนาที่มีอยู่ก่อนแล้วให้ระงับดับลงไป เพื่อจะได้บำเพ็ญสมณธรรม แน่ะท่านก็บอกไว้แล้วในปฏิสังขาโยฯ ถ้าเราจะฉันเพื่อความอ้วนท้วนสวยงามมันก็เป็นกิเลส แต่ถ้าฉันโดยคำนึงถึงหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้นี้ก็ไม่เป็นกิเลส หากเป็นธรรมคือพอยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้นแล้วมีอะไรอีก ทำไมจึงมาสงสัยยา ให้แล้วก็กลัวจะบำรุงกิเลสหลวงตาบัว ถ้าไม่ให้ยาหลวงตาบัวตายเสียแล้วมันดีแล้วหรือนั่น แล้วก็อยากให้หลวงพ่ออยู่นานๆ พอเอายามาขวดเดียวทั้งๆที่ยังไม่ทันได้ฉันเลยจะบำรุงกิเลสแล้ว




๑๑.

คือว่าธรรมชอบมีปัญหาให้คิดสองแง่สองมุมค่ะ

คิดนั่นแหล่ะดี ใช้ปัญญานั่นแหละคิด คิดให้ดี คิดเพื่อหาหลักหาเกณฑ์ หาที่ยุติ อย่าคิดแบบเตลิดเปิดเปิงก็แล้วกัน ถ้าคิดแบบเตลิดเปิดเปิงมันก็ลอยลม ใช้ไม่ได้ คิดหาหลักเทียบเคียง หาเหตุผลเพื่อยุติ ถ้าถูกต้องแล้วก็ยุติ




๑๒.

หลวงพ่อคะ ความอยากที่เราอยากจะถึงพระนิพพานนี้เป็นตัณหาไหมคะ

ที่ไม่อยากถึงนิพพานก็มีแต่คนตายแล้วพระตายแล้วอยู่ในป่าช้าโน่น พวกนี้ไม่อยากเข้าใจไหม พวกนี้คงสิ้นตัณฑาแล้วมัง ความอยากมีสองประเภท ความอยากที่เป็นกิเลสมันถึงเป็นกิเลสขึ้นมาได้ ความอยากเพื่อจะแก้กิเลสเป็นธรรม ถ้าเวลาจะประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วละก็เป็นตัณหาเสีย บทเวลาอยากตามกิเลส ให้กิเลสลากไปถลอกปอกเปิกแล้วเป็นธรรมหรือนั่นนี่มีคนเข้าใจกันมากมาย เข้าใจไปอย่างที่ว่านี้น่ะ พอเราอยากในทางคุณงามความดีก็กลัวเป็นตัณหาไปเสียหมด ไม่ให้อยากอะไรเลย มันอะไรกัน เราอยากมากเท่าไรยิ่งทำความดีได้มาก คนเราอยากไปสวรรค์ไปนิพพานเท่าไร อยากได้บุญได้กุศลเท่าไรยิ่งมีความเข้มแข็ง ยิ่งมีความขยันหมั่นเพียรเข้ามากและผ่านไปได้ อะไรก็ตามถ้าลงได้มีความอยากเข้าฝังแล้ว ไม่ว่าทางชั่วทางดีมันมีกำลังมากด้วยกันนั่นแหล่ะ ถ้าอยากเป็นฝ่ายตัณหามันก็จะเสริมตัณหาขึ้นอย่างมากมาย ถ้าเป็นความอยากทางฝ่ายธรรมก็มีแต่เพิ่มธรรมขึ้นไปเป็นลำดับๆแล้วปราบตัณหานี้ไปเรื่อยๆ




๑๓.

ถ้าเผื่ออยากทำในความดีไม่เป็นตัณหา

มันจะเป็นอะไรนั่นน่ะ เป็นมรรคเข้าใจไหม เป็นมรรคฆ่ากิเลส ตัวมันหยาบนั่น ความอยากที่เป็นมรรคก็มี ความอยากเป็นกิเลสก็มี เพราะฉะนั้นจึงมีทั้งทุกข์ สมุทัย มีทั้งนิโรธและมรรค ทั้งสองอย่างนี้เป็นข้าศึกกัน ปราบกัน เพราะอย่างนั้นเราจึงต้องเสริมความอยากนี้ขึ้นให้มากๆแต่ระวังกิเลสมันจะมาปัดมือ อย่าไปอยากนั้นนะเดี๋ยวจะเป็นกิเลสนะ บทเวลาความอยากกิเลสมันไม่ว่านะ มันอยากให้อยากมากยั่งกว่านั้น




๑๔.

มีญาติโยมที่มาด้วยกันอยากจะให้หลวงพ่อช่วยแนะนำคือยังไม่เคยประพฤติปฏิบัติเลยครับ อยากจะให้หลวงพ่อแนะนำวิธีการปฏิบัติทำสมาธิภาวนาว่าเริ่มต้นจะนั่งยังไงจะบริกรรมภาวนายังไง คืนนี้เขาจะได้ทำกันเพราะบางคนยังไม่เคยมาและยังไม่ทราบเลย

เราจะนั่งขัดสมาธิก็ได้ เฉพาะผู้ที่ท่านจะตั้งหน้าตั้งตาทำภาวนาเป็นการเป็นงานจริงๆ ส่วนมากท่านมักขัดสมาธิกันทั้งนั้นเพราะมันไม่หนักทางโน้นหนักทางนี้ มันเสมอ ถ้านั่งพับเพียบอย่างนี้มันจะหนักทางหนึ่งและเจ็บทางหนึ่งมากกว่ากัน แต่ถ้านั่งขัดสมาธิแล้วมันเสมอ

ทีนี้เราจะกำหนดเอาพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ หรือธรรมบทใดก็ตามที่เหมาะกับจริต หากมีลักษณะของจิตที่ทำให้รู้สึกโล่งๆในใจของเรา เราก็เอาอันนั้นมาเป็นหลักแล้วกำหนดยึดเอาตรงนี้ ยกตัวอย่างเช่น พุทโธเป็นต้นนะ เรากำหนดเฉพาะพุทโธๆๆให้มันรู้อยู่ภายในนี้ ไม่ต้องไปกำหนดไว้ที่ตรงนั้น ตรงนี้ ให้เรารู้ว่าเรานึกพุทโธ ไม่ให้จิตส่งไปทางโน้นส่งมาทางนี้ บังคับไว้ให้อยู่กับพุทโธๆๆ ทีนี้คำว่าพุทโธนี้มันเป็นเครื่องยึดของความรู้ ความรู้ถ้าไม่มีที่ยึดที่เกาะก็รวนเรไปหมด หาที่เกาะไม่ได้ เมื่อหยุดเกาะอยู่กับคำว่าพุทโธก็ค่อยสงบตัวเข้ามาๆพอสงบตัวเข้ามา ริงๆแล้วคำว่าพุทโธกับความรู้นั้นเลยกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ตอนนั้นไม่จำเป็นที่จะว่าพุทโธหรือไม่ว่า พุทโธก็รู้อยู่ชัดๆ เด่นอยู่ภายใน อันนั้นพุทโธก็ปล่อยได้เอง นี่วิธีการภาวนาให้จิตสงบเป็นอย่างนั้น อย่างกำหนดอานาปานสติก็เหมือนกัน เราไม่ต้องทำให้มีภาระอะไรมากในขั้นเริ่มแรก ส่วนมากลมจะสัมผัสที่ดั้งจมูกมากกว่าเพื่อน เวลากำหนดลมหายใจเข้า-ออก เวลามันผ่านดั้งจมูกนี้มันก็รู้ว่าลมออก-ลมเข้า ให้กำหนดรู้อยู่ที่ตรงนี้ เข้าก็รู้ ออกก็รู้ แต่ไม่ตามลมเข้าไปไม่ตามลมออกไป ให้มีแต่รู้เหมือนกับว่าคนยืนอยู่ที่ประตูคนเข้าก็รู้แต่ไม่ตามเขาเข้าไป คนออกมาก็รู้แต่ไม่ตามเขาออกไป ดูคนเข้าก็รู้-ออกก็รู้ๆแล้วจิตก็ค่อยๆสงบ ทีนี้เมื่อจิตค่อยสงบกับลมค่อยละเอียดลงไปมันทำงานไปพร้อมๆกัน ยิ่งลมละเอียดเข้าไปๆแล้วการกำหนดอานาปานสตินี่นะ ทีแรกเราได้ตั้งลมไว้ตรงนี้ เวลาทำไปเพลินๆมันอาจจะมีความสำคัญอันหนึ่งหลอกขึ้นมาได้ เอ๊ะ...ก็เรากำหนดลมที่ตรงนี้ทำไมจึงไปอยู่สูงไปต่ำไป เลยกำหนดที่เราตั้งไว้บ้าง นี้เป็นเครื่องหลอก อย่าไปสำคัญกับความสูงความต่ำ ให้มีกำหนดกฎเกณฑ์อยู่กับความสัมผัสของลมเข้า-ออกเท่านั้น ให้รู้กันอยู่ตรงนี้ จะสูงก็ตามจะต่ำก็ตาม ไม่เหนือความรู้ของเราที่รู้อยู่นี้ เอาตรงนี้ แล้วมันก็ปล่อยกังวลได้

ทีนี้พอลมหายใจละเอียดเข้าไป ๆ จนกระทั่งถึงขั้น ลมดับจริงๆมันมีได้ในความรู้สึก แต่ลมจะดับจริงๆหรือไม่จริงเราไม่ไปสนใจ เราเอาความจริงที่ปรากฏในตัวของเรานี้พอ ทีนี้ลมละเอียดลงๆจนสุดขีดแล้วหายเงียบไปเลย นี่อันหนึ่งที่จะสร้างปัญหาหลอกเรา พอลมหายเงียบไปในขณะนั้นจิตเรียกว่าละเอียดมากเต็มที่ พอลมหายเงียบไปมันจะมีวิตกอันหนึ่งขึ้นมา เอ๊...นี่ลมหายใจดับไปแล้วจะไม่ตายหรือ พอกลัวตายจิตมันเคลื่อนปั๊บขึ้นมา ลมหายใจเลยมีตามเดิม ภาวนาคราวหลังเลยไม่ได้เรื่องก็ไปถึงแค่กลัวตายนั่นแหละ เพื่อตัดปัญหาอันนี้ เมื่อลมหายใจค่อยละเอียดลงไปๆจนกระทั่งลมหายใจหมดไปในความรู้สึกอย่างเด่นชัดก็ตาม เมื่อผู้รู้ยังครองร่างอยู่แล้วไม่ตายเท่านั้นละจิตก็พุ่งของมัน นี่เรียกว่าเป็นได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่มีอะไรมาหลอก ให้จำไว้ตรงนี้ เป็นไปได้จริงๆนักภาวนา ถ้ากำหนดลมหายใจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆพอถึงขั้นนี้

แต่เวลาภาวนาอย่าคาดว่าจะเห็นนั่นจะเห็นนี่ เห็นเปรต เห็นผี เห็นยักษ์ เห็นมาร เห็นคนนั้นคนนี้ เห็นสวรรค์ เห็นวิมาร เห็นนรก เห็นสวรรค์ อย่าไปคาดขณะนั้น ห้ามคาดเป็นอันขาด ให้รู้อยู่กับงานของตนที่ทำกำหนดรู้อยุ่ตรงนี้เท่านั้น เมื่ออันนี้พอตัวแล้วผลของมันจะแสดงขึ้นมาเองตามเหตุอันนี้ เรื่องที่ว่าเหล่านั้นปิดไม่อยู่ ถ้ามีนิสัยที่จะรู้แล้วต้องรู้ของมัน นี่เป็นหลักสำคัญ




๑๕.

คืนนี้ไหนๆพวกผมก็มาถึงวัดกันแล้ว ก็ควรจะได้เริ่มปฏิบัติตามที่ท่านแนะนำเพื่อเป็นประโยชน์ในการที่จะทำให้จิตใจสงบ จึงขอเรียนถามว่าควรจะทำระยะแรกนานสักเท่าไรครับ

โอ้...ก้รู้สึกจะตอบยาก บทเวลาจะมาติดหญ้าปากคอกอยู่นะ ไม่ทราบว่าจะตอบว่าไงละ ที่นี่ไม่เคยทำเลยจะให้ทำนานสักเท่าไร โอ๊ย...ยังไงกัน ส่วนมากก็มักจะจับเวลา แรกๆก็เอาน้อยหน่อย 15-20 นาที

เรานั่นละบังคับเรา การที่เราบังคับเรานั้นดี ศาสนาไม่บังคับผู้ใดให้เคารพนับถือ แต่เวลาเรานับถือศาสนาแล้วเราต้องบังคับเราให้เป็นไปตามหลักศาสนาเป็นขั้นๆตามกำลังของเรา สมมติว่าเบื้องต้นเราจะเอาสักกี่นาที เอ้า...ถ้าไม่ได้เท่านั้นเราไม่ออกว่างี้นะ จะกี่นาทีก็ตามให้เจ้าของกำหนดเองเสียก่อนและภาวนาไป เวลาภาวนาอย่าไปกังวลจนกระทั่งจะตายจริงๆแล้วถึงมองดูนาฬิกา เข้าใจไหม แต่ระวังมือนะ มันคะนองนะ มือเวลานั้นน่ะ เวลามันเจ็บปวดมากๆแล้วเดี๋ยวมันจะไปเคาะนาฬิกา ทำไมนาฬิกาทุกวันมันเดินเร็ว วันนี้ทำไมถึงเดินช้านัก นั่นคนจะตายมันพาลโน่นพาลนี่เข้าใจไหม ระวังให้ดีนะ กิเลสมันพาลนะเดี๋ยวนาฬิกาพังหมด ในบ้านไม่มีเหลือ ถ้าขืนภาวนาไปนานๆให้เราบังคับเราบ้างอย่างนี้ ทีแรกมันจะได้ 10 นาทีก็ตาม 15 นาทีก็ตาม แต่ในขณะที่ทำเราจะต้องจริงจังต่อการทำของเรา ทีนี้พอจริงจังในการทำมันปรากฏความสงบขึ้นมา เรื่องเวลานาทีมันก็ลบของมันไปเองเพราะมีสิ่งที่เพลินแล้วมันย่อมไปเพลินกับอันนั้น ไม่ไปเพลินกับนาฬิกาเข้าใจไหม มันเพลินกับอันนี้มันก็ลืมนาฬิกาไป เข้าใจ




๑๖.

กระผมต้องขอกราบเรียนถามต่อไปอีกนิดนึง คือการที่จิตเป็นของที่สอดส่ายอยู่เป็นปกติ เมื่อเราจับมันมาขังไว้อยู่ในที่ใดที่หนึ่งนี่ มันจะไม่ก่อให้เกิดความเครียดยิ่งขึ้นหรือว่าจะทำให้อารมณ์ไม่สงบทวียิ่งขึ้นได้ เท่ากับว่าพยายามอย่างยิ่งที่จะกักขัง ยิ่งพยายามเท่าไรก็ยิ่งดิ้นขึ้นไปเท่านั้น ขณะที่มันดิ้นเราจะปล่อยให้มันดิ้นออกไปแล้วค่อยๆรู้และดึงมันกลับมา หรือว่าเราพยายามจะเพียรกักไว้อย่างนี้

ก่อนจะตอบปัญหาข้อนี้ขอถามปัญหาก่อน ที่ปล่อยให้มันไปโกโรโกโสตามเรื่องตามราวนั้นมันสร้างอะไรให้บ้าง มันก็อาจจะสร้างความเพลิน มันไม่ใช่อาจนะ ตัดออกเสียก่อนอาจน่ะมันก็อาจสร้างความเพลิดเพลินไปในที่ต่างๆตามเคยของมันปัญหานั้นกับปัญหานี้มันก็เข้ากันได้ คือการกักขังกิเลสมันดิ้นจริงๆ ก็มันจะตายมันต้องดิ้นใช่ไหมล่ะ พอเราปล่อยกิเลสก็เผ่นเลย คราวหลังมาตีเราเจ็บกว่าเก่า มันดิ้นๆเรากตีมันเลย ตีมันจนกระทั่งมันหมอบราบ คราวหลังมันไม่กล้าพองตัวขึ้นมาอีก




๑๗.

หลวงพ่อคะ ดิฉันขอเรียนถาม คือมันมีนิวรณ์อยู่ตัวนึงคือง่วงอยู่เรื่อยๆ จะทำอย่างไรคะ

ก็เป็นธรรมดา ไม่ใช่คนตายมันก็ง่วงบ้างหล่ะ หลวงพ่อก็เคยง่วง เรื่องความง่วงเป็นธรรมดา มันมีบ้างเช่นเราทำการทำงานหนักหนาอะไรมาจนเพียบแล้ว พอถึงเวลาที่จะภาวนามักจะง่วงๆคือเวลาภาวนานี้จิตสงบเข้าไปๆมันมีความสุขนะ พอมีความสุขแล้วนอนดีนะ หาความสุขเพิ่ม เข้าใจไหม เช่นอย่างคนไปฟังเทศน์นี่ก็ไม่รู้เรื่องของเจ้าของ ถ้าจะนั่งอยู่ธรรมดานี่ไม่เป็นไร จิตมันคึกมันคะนองไปได้ทุกทวีป พอนั่งภาวนาจิตจ่อหรือนั่งฟังเทศน์พอจิตจ่อ จิตมันจ่อก็พุ่งอยู่ในจุดเดียวนี่ ทีนี้ก็สงบละซิ ถ้าไม่คิดไปโน่นไปนี่ก็ค่อยสงบๆทีนี้ก้สัปหงกละซิ ง่วงนอน เอ๊...จิตนี่มันเทวทัตยังไงกันว่ะ แต่ก่อนยังไม่ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมก็ไม่เห็นง่วงหลับง่วงนอน พอมาฟังเทศน์ท่านคอยแต่จะสัปหงกงกงัน แล้วเราก็ว่ามันเป็นมาร ความจริงจิตมันสงบ ทีนี้จิตของเราพอสงบบ้างนี่มันทำให้กล่อมได้เหมือนกันนะ พอสงบๆลงมันอยากจะนอนเหมือนกัน แต่เวลาสงบจริงๆแล้วมันไม่นอนแหละ คืออำนาจของความสงบนี้มันเหนือการนอน มันเป็นอย่างนั้นละ




๑๘.

หลวงพ่อคะ ถ้าสมมติเวลารู้ตัวขึ้นมานี่ พอตื่นขึ้นมาปั๊บ เราก็พุทโธต่อ และก็ไปอีกสักพักนึงก็หลับ เดี๋ยวเอาอีกแล้ว แล้วเราก็ขึ้นมาพุทโธต่ออีก

ก็ต้องต่อสู้อย่างนั้นก่อนแหละ สู้ไปเรื่อยๆจนสู้ไม่ไหวแล้วค่อยล้ม อย่าล้มเอาง่ายๆ หมอนไสไปให้ห่างๆหน่อย ส่วนมากไม่ล้มไปไหน มันล้มไปที่อ่อนๆแหละ ฤทธิ์ของกิเลสนี่ ถ้าเราทำธรรมดาๆมันก็ไม่รุนแรง แต่เราก็ไม่ทราบว่าเป็นกิเลส โน่นเวลาจะเอาจริงๆจังๆ นี่ซิ เราถึงจะได้เห็นฤทธิ์ของกิเลสว่ามันรุนแรงขนาดไหน มีกำลังวังชาขนาดไหน มีความฉลาดแหลมคมขนาดไหน เรารู้กันตรงนั้น ยิ่งเราผลิตสติปัญญาขึ้นมาและมีความส่งาผ่าเผยต่อตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆแล้ว นั่นละเราจะยิ่งเห็นความแหลมคมของกิเลส ยิ่งเห็นกลมารยาของกิเลสว่ามันร้อยสันพันคมทีเดียว เพราะเรามีเครื่องจับ มาไม้ไหนก็ทันกันๆไม่ทันกันก็ต่อสู้จนทัน เราถึงได้รู้เรื่องของมัน เราอยากจะพูดอย่างเต็มปากตามภาษาบ้าของเราว่า ไม่มีอะไรที่จะฆ่ายากเหมือนฆ่ากิเลสในโลกธาตุนี้ และไม่มีงานใดที่จะหนักมากยิ่งกว่าฆ่ากิเลสว่างั้นเลย ที่เรากล้าพูดเช่นนี้ก็เพราะเราเกิดมาในโลกนี้ก็นานพอสมควร ทำงานอะไรเราก็ทำได้ ทำแทบเป้นแทบตายเราก็ทำ แต่เราไม่เคยมอบกายถวายชีวิตต่องานนั้นเลย แต่เวลามางานภาวนานี้ไม่รู้กี่ครั้ง คือเรามอบเลย เอ๊า...ถึงขั้นแล้วจะไปก็ไป จะตายก็ตาย อย่างนี้ไม่รู้กี่ครั้งนะที่เรียกว่ามอบเลย เอาพุ่ง คือหมายความว่าต้องชนะท่าเดียว คำว่าแพ้นี้มีไม่ได้ ถ้าว่ามีแพ้แล้วให้ตายเสียก่อนดีกว่าที่จะมาแพ้ หนักศาสนาว่างั้นเลย นี่พูดถึงว่ามันถึงขั้นที่พอฟัดพอเหวี่ยงกันแล้วมันจะถอยได้ยังไง ก็กิเลสเคยหมอบเรามาไม่รู้กี่ครังแล้ว ทำไมเราจะหมอบใส่กิเลสล่ะทีนี้ เมื่อเราฟาดกิเลสหมอบมากเข้าๆ เท่าไรเราก็ยิ่งพองตัวขึ้น ธรรมะมีกำลังขึ้นฟาดกันลงไป สรุปแล้วในงานทั้งหลายนี้ไม่เห็นงานอะไร สำหรับเราเองที่จะเป็นงานหนักหนา งานถึงขั้นสละชีวิตเลือดเนื้อทุกสิ่งทุกอย่าง มอบลงเพื่องานนั้นเหมือนงานฆ่ากิเลสนี้เลย อันนี้หนักมาก หนักจริงๆ เวลาไปเต็มเหนี่ยวสุดความรู้ความสามารถจนเรียกว่าหมดกำลังวังชาของเราแล้ว ทนไม่ได้ก็ต้องย้อนไปถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงปรารถนาเป็นศาสดาสอนโลกคือปรารถนาพุทธภูมิ แม้เช่นนั้นเวลาตรัสรู้ใหม่ๆยังทรงท้อพระทัย ทำความขวนขวายน้อย เอ๊...นี่เราจะสั่งสอนโลกได้ยังไง ทรงรำพึงขึ้น ธรรมนี้สุดวิสัยของมนุษย์ที่จะรู้ได้เห็นได้ เราจะสอนมนุษย์ไปทำไม ธรรมนี้เป็นธรรมประเสริฐ ธรรมอัสจรรย์ มนุษย์จะสามารถรู้ได้ยังไง เลยทำให้เกิดความท้อพระทัย ความขวนขวายน้อย ไม่อยากจะสอนสัตว์โลก นี่หมายถึงขณะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆที่ทรงทำความขวนขวายน้อย แต่ก็ไม่พ้นพระปรีชาสามารถของท่านเหมือนกัน เอ้า...ถ้าหากธรรมชาตินี้สุดวิสัยของโลกที่จะรู้ได้เห็นได้จริงๆแล้ว ก็เราเป็นมนุษย์หรือเทวดามาจากไหนทำไมเราจึงรู้ได้ล่ะ รู้ได้เพราะเหตุใร ก็รู้ได้เพราะปฏิปทาคือข้อปฏิบัติการดำเนิน เมื่อนำข้อปฏิบัติการดำเนินนี้ไปสอนสัตว์โลกทำไมสัตว์โลกจะรู้ไม่ได้ล่ะ จากนั้นก็ยอมรับเหตุผลและมีแก่พระทัยที่จะสั่งสอน นั่นละธรรมชาตินันเป็นของอัศจรรย์ถึงขนาดนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องการทุ่มเทกำลังก็ถึงเป็นถึงตาย เวลาผลปรากฏก้คุ้มค่า เป็นสิ่งที่อัสจรรย์ยิ่งกว่าสิ่งใดๆในโลก จนถึงกับว่าจะไม่สามารถสั่งสอนสัตว์โลกได้เลยเพราะจะไม่เข้าใจ แต่เมื่อนำปฏิปทาเข้ามาเทียบปุ๊บเท่านั้น เช่น เรามาจากกรุงเทพฯ มาถึงวัด ป่าบ้านตาดนี้ได้อย่างไร ก็สายทางมันมี มาตามสายทางมันก็ได้ละซิถึงได้ ผลอันนี้จะวิเศษขนาดไหน สายทางที่จะมาเพื่อความวิเศษนี้มีอยู่ คือข้อปฏิบัติ สอนวิธีการปฏิบัติให้ก็สามารถถึงได้จึงมีแก่พระทัยที่จะสั่งสอนสัตว์โลกและสั่งสอนสัตว์โลกเรื่อยไป

นี่พูดถึงความยากความลำบากในการบำเพ็ญ ไม่ว่าสมัยไหนแหละ กิเลสเป็นตัวสำคัญมาก เป็นข้าศึกอันใหญ่โตทีเดียว ถ้าใครยังเสียดายป่าช้าอยู่แล้วจะเหยียบหัวกิเลสไม่ลง เฉพาะอย่างยิ่งธรรมขั้นคว่ำกิเลส วัฎฏะออกจากใจ จิตต้องเป็นเหมือนกับว่าออกแสงแพรวพราวๆเลื่อมพั่บๆ ถ้าดาบก็เป็นยังงั้น แต่ทำไมจึงเป็นยังงั้นทั้งที่เป็นเหล็กเหมือนกัน คือนี้เหล็กนี้ดาบ ที่ต่างกันก็เพราะเอามาแปรรูปมาทำจนกระทั่งเป็นดาบขึ้นมาและคมกล้าผิดกับเหล็กอันนั้น ซึ่่งเป็นเหล็กชนิดเดียวกันเป็นไหนๆ อันนั้นแปรสภาพมาอันนี้ จากนายช่างมาเป็นดาบได้ อันนั้นยังไม่แปรสภาพ ยังเป็นเหล็กทั้งดุ้นมันก้ต่างกัน คนทั้งดุ้นกับคนที่ดัดแปลงตัวเองแล้วก้เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน




๑๙.

ไม่ทราบว่ากลัวอะไรครับ ขณะภาวนาไปรู้สึกการใหญ่ขึ้นก้เลยลืมตา ลองคลำดูตัวเองก็เห็นเท่าเก่า

นั่นซิ เป็นบ้าอีกแล้วนั่นน่ะ เราไม่ได้ภาวนาให้เป็นบ้านี่ ใหญ่เล็กก็ช่างอย่าไปยุ่งกับมัน เป้นเพียงอาการของจิต




๒๐.

พอวันหลังต่อมาไม่เป็นอีกแล้วครับ

นั่นแหล่ะ เผลอมารยาทของกิเลสแล้ว ตัวจะใหญ่เท่าภูเขาก็ให้ใหญ่ไปซิ ให้อยุ่กับความรู้นั่น สักประเดี๋ยวมันก้สงบตัวเข้ามาๆเอง เล็กเข้าๆแล้วหายเงียบไป ผมเคยเป็นแล้วสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นถึงได้พูดว่ามันจะเป็นบ้าตะครุบเงาแล้ว แต่ผมไม่เป็นยังงั้นนะ คือไม่ได้ไปหลงยังงั้น จะเป็นเท่าไรไม่ไปสนใจ ตอนนั้นจิตของเราแน่นปึ๋งเหมือนภูเขานี่ ภาวนาไปตัวมันใหญ่ออกๆๆ ขยายออกๆๆ จิตก็กำหนดลงตรงนี้ไม่ปล่อย มันจะใหญ่โตขนาดไหนก็ตามไม่ไปเกี่ยวข้องกับความใหญ่โต ไม่ส่งไป ให้อยู่กับความรู้ รู้อยู่อย่างนั้น สมมติว่าบริกรรมก็บริกรรมอยู่นั้น เมื่อจิตไม่เคลื่อนไปตามอาการนั้นคงฝังตัวอยู่ในความรู้อันเด่นอยู่นี่ เรื่องนั้นก็ค่อยๆยุบยอบเข้ามาๆๆ เราก็ไม่สนใจอีก จับตรงนี้อีกคือตรงจิตนี่ จนกระทั่งเข้ามาเต็มที่ จากนั้นร่างกายก็หายเหลือแต่จิตรู้ๆธรรมดา อาการนั้นไม่มี นี่อย่าไปยุ่งกับมันซิ

เวลาเป็นมาแล้วเราอยากจะให้มันเป็นอย่างนั้นอีก เราอย่าไปหมาย มันเป็นอย่างนั้นได้เพราะเราพิจารณายังไง จับเงื่อนนี้ไว้ นี่แหล่ะต้นเหตุ งานของเราที่จะให้เป็นอย่างนั้นหรือยิ่งกว่านั้นอีก คืองานนี่ไม่ปล่อย เป็นขึ้นมาอย่างนั้นแล้ว วันนี้ภาวนาอยากให้เป็นอย่างนั้นอีก จิตมันไปแย็บไปมั่นไปหมายเสีย ไม่ได้เข้าวงปัจจุบันมันก็ไม่เป็นอันนี้ก็เป็นมาแล้ว เพราะฉะนั้นจึงรีบเตือนหมู่เพื่อน อันใดที่ได้เคยเป็นมาแล้วรีบเตือนบอกไว้ให้รู้ไม่ให้เสียเวลา เพราะความผิดนั้นเป็นครูสำหรับเราแล้ว ก้กลายมาเป็นคำสอนหมู่พื่อนอีก เพื่อให้ตรงแน่วไปเลย บางทีภาวนากำหนดจิตลง จิตนี่มันพุ่งเหมือนไฟพะเนียง พุ่งขึ้นๆๆถึงเมฆโน่นน่ะ เราลองตามเฉยๆนี่ มันจะเป็นยังไงความสว่างนี่นะ ตามธรรมดาเราจะไม่ตามแหละ ปกติเราไม่ค่อยถอยจิตลงๆพอถอยจิตลงมาอันนั้นก็ลดลงๆ นั่นเราทันกลของมัน พอย้อนจิตลงมาๆอันนั้นก็หดลงมาๆๆ กระทั่งจิตลงมาสู่ตัวเดิมแล้ว อันนั้นก้หายเงียบไป นี่ก็รู้ เคยเป็นแล้วทั้งนั้นสำหรับผม มีตอนหนึ่งภาวนาอู่หนองผือ พอจิตสงบลงไปปั๊บมองเห็นหมาก้คงผีปอบนั่นแหล่ะ เราดูมันอยู่ ทีนี้หมานั้นกระโดดผึงจะมากัดเรานะ เราก้พลิกตัวหลบ หมาเลยกระโดดผ่านไปโน้นเสีย ตอนเราพลิกตัวนี่กายไหวจิตเลยถอนขึ้นมา โอ๊ย มันบ้านี่หว่า ว่าเจ้าของ




๒๑.

หลวงตาขา ตายแล้วไปไหนคะ

ตายแล้วก็ไปป่าช้า ไปหาเมรุ




๒๒.

ไปหาเมรุก็หมดหรือคะ

ถ้าไปเมรุหมดแล้วมันมาเกิดได้ยังไง สิ่งที่ไม่หมดมันมีพาให้มาเกิดอยู่นั่น เข้าใจไหมล่ะ ร่างนี้ไปหาเมรุหมดกลายลงไปเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ แต่ใจนี้ออกไปถือภพใหม่แล้วเกิดมาอีกนี้แหละจึงไม่หมด ทำบุญก็เกิดตั้งแต่มนุษย์ขึ้นไปเรื่อยๆสูงขึ้นไปโดยลำดับ ถ้าไม่มีบุญมีแต่บาปก็เกิด แต่ไปเกิดต่ำ อย่างน้อยไปเป็นสัตว์เดรัจฉานมากกว่านั้นก็เป็นเปรตเป็นผีไป




๒๓.

หลวงตาขา ไม่หมดสิ้นหรือคะ

ไม่หมดเพราะเชื่อที่จะไม่ให้หมดยังมีอยู่ในหัวใจ ใครจะไปลบล้างยังไงก็ไม่หมด ลมปากมาลบล้างสักกี่แสนกี่หมื่นลมปากก็ไม่หมด สามแดนโลกธาตุมาลบล้างก็ไม่หมด เพราะธรรมชาตินั้นไม่ใช่ลมปาก หากเป็นความจริงอยู่ในหัวใจของสัตว์โลก ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ไม่มีผิดแม้เปอร์เซ็นต์เดียว ไม่มีเลย อวิชชาปจจยา สงขารา อวิชชาเป็นตัวเชื้อพาให้สัตว์ทั้งหลายเกิด ส่วนที่จะเกิดดีเกิดชั่วนั้นเป็นวิบาก ที่คนทำดีทำชั่ว เชื้อที่พาให้เกิดคือวิชชา การเกิดนั้นเกิดแน่ แต่ว่าการเกิดจะต้องมีสูงๆ ต่ำๆ ไปตามวิบากกรรมดีชั่วของตนทำ ก็เหมือนกับว่าต้นไม้นี้มันเป็นต้นแน่แต่ว่าจะมีกิ่งมีก้านมากน้อยขาดไหน สูงต่ำขนาดไหน ขึ้นอยู่กับการบำรุง เข้าใจ...




๒๔.

อาจารย์คะ ขึ้นอยู่กับกรรมใช่ไหมคะ

กรรมดีกรรมชั่วนั่นละ คิดดูตั้งแต่เรามาเกิดก็ยังไม่เหมือนกัน ภพต่างๆก็เหมือนกันอย่างนั้นแหละ ภพในโลกนี้มากขนาดไหน อย่าว่าแต่ภพมนุษย์ที่มองเห็นกันด้วยตานี้ว่าเป็นภพใหญ่ภพโตเลย ไม่ได้ใหญ่ สิ่งที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเนื้อมากยิ่งกว่านี้เป็นแสนๆหมื่นๆล้านๆ โน่น จะว่าอะไรกับภพของสัตว์ แต่เราจะเอาตานี้ไปจับมันไม่ได้ ภพนั้นไม่ใช่วิสัยของตา วิสัยของใจ วิสัยของญาณ ความรู้ที่จะหยั่งถึงกัน เช่นเดียวกับเชื้อโรคตัวละเอียดนี่ จะเป็นวิสัยของกล้องเท่านั้น ถ้าคนตาบอดก็มองไม่เห็นอีกเหมือนกัน นี่เอาธรรมมาส่อง ถ้าใจบอดเสียอย่างเดียวธรรมก็เป็นธรรม กล้องเป็นกล้องก็ไม่เห็น ธรรมกับใจต้องเข้าถูกกันถึงกันแล้วพุ่งเลย




๒๕.

ท่านอาจารย์ครับ ช่วยแนะนำวิธีกำหนดจิตให้สงบเวลานั่งภาวนาด้วยครับ กระผมเคยภาวนาสัมมาอรหัง

เคยภาวนาสัมมาอรหัง ก็ให้จิตรู้อยู่กับสัมมาอรหังนั่นซี่จิตมันก็สงบเอง จะใช้ธรรมบทใดก็ให้จิตรู้อยู่กับธรรมบทนั้นไม่ให้ส่งไปที่อื่น ให้รู้อยู่จำเพาะนั้นนั้น แล้วจิตจะค่อยสงบตัวเข้ามาเอง ธรรมบทใดก็ได้ตามจริตนิสัยที่ชอบที่เหมาะกับตัวเอง ธรรมทั้งหลายก็เหมือนกับยาหลายๆขนานนั่นแหละ ขนานนั้นถูกกับโรคนั้น ขนานนี้ถูกกับโรคนี้ ทีนี้โรคของเรามันชอบอะไร ธรรมก็มีหลายบทบาทที่จะเหมาะกับจริตนิสัยของเรา เราชอบอันไหนเราก็นำนั้นมาบริกรรมภาวนาก็เหมือนกับยาอะไรที่ถูกกับโรคของเราก็นำยานั้นมารักษา นี่ก็เหมือนกัน 84,000 พระธรรมขันธ์ อย่าเอามาแบกหลังหักจะว่าไม่บอกนะ แล้วจิตก็ไม่รวมจิตก็ไม่สงบ หลังจากหักขาดทุนด้วยใช้ไม่ได้ บทใดก็ตามธรรมจะมีมากมีน้อยเอาเฉพาะจำเป็นกับโรคของเรา เอาแค่นั้น ให้จิตอยู่กับสัมมาอรหังๆ มันจะไปไหนจิตบังคับมันบ้างซิ ทำไมจะสงบไม่ได้ บังคับไม่ได้ พระพุทธเจ้าสอให้บังคับจิตทำไม พระพุทธเจ้าวิเศษด้วยอะไร วิเศษด้วยการบังคับจิตได้ ฆ่ากิเลสตายนี่เราก็บังคับจิตของเราให้มีความสงบ ถ้าสงบแล้วสบาย คนเราจิตไม่สงบหาความสบายไม่ได้ แม้จะไปนั่งอยู่บนกองเงินกองทองก็จะไปร้องไปครางอยู่บนกองเงินกองทองนั่นแหละเพราะจิตมันพาร้อน พอจิตสบายอยู่ไหนสบายหมดนั่นแหละมนุษย์เราอยู่ได้ขาดๆ เขินๆ บกๆ พร่องๆ อยู่ได้ทั้งนั้นแหละเพราะจิตไม่บกพร่อง จิตมีอาหารเป็นเครื่องเสวย สบาย เย็น นั่นมีธรรมเป็นเครื่องเสวย ถ้าเอายาพิษเข้าไปใส่ โอ๊ะ...ไม่ได้นะ ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟไม่มีอะไรร้อนยิ่งกว่าใจ ความโลภเผาเข้าไปก็ร้อน ความโกรธเผาเข้าไปก็ร้อน ความหลงเผาเข้าไปก็ร้อน ความรักความชังเผาเข้าไปก็ร้อน มีแต่ฟืนแต่ไฟ ภาคธรรมะไม่โลภนี่ไม่ร้อน ไม่โกรธไม่ร้อน ไม่หลงไม่ร้อน ไม่รักไม่ร้อน ไม่ชังไม่ร้อน ไม่เกลียดไม่ร้อน นั่นฟังซิ ธรรมท่านเป็นอย่างนั้นถ้าไม่ๆๆแล้วสบายเลย ไม่ใช่ไม่สบายนะ ปฏิเสธในสิ่งที่กิเลสยอมรับ กิเลสมันเสกสรร เราปฏิเสธปั๊บๆล้างออกนั่นแหละเข้าใจไหมจึงว่าอย่างนี้นะอะไรเข้ามากระเทือนจิตทั้งนั้นแหละ มาเขย่าทั้งนั้นแหละไม่มีอะไรเขย่าแล้วแสนสบาย รักก็เขย่า ชังก็เขย่า เกลียดก็เขย่า โกรธก็เขย่า โลภก็เขย่า เอ้า...สมมุติคนนั่งอยู่ด้วยกันสองคนนี่ คนหนึ่งมีความโกรธเต็มตัว คนหนึ่งไม่มี...สบาย คนมีความโกรธเป็นยังไง ดูไม่ได้เลยใช่ไหม นี่เรายกตัวอย่างให้ดู คนหนึ่งมีความโลภเต็มตัว คนหนึ่งไม่มี คนไม่มีนั่นแหละเป็นคนสบาย คนมีนั่นแหล่ะเป็นกองทุกข์ใหญ่ เราอย่าว่าสิ่งนี้เป็นของดี ธรรมพระพุทธเจ้าไม่เห็นว่าเป็นของดีการเสาะแสวงหาทุกสิ่งทุกอย่างอย่าให้กิเลสเหยียบย่ำทำลายเราด้วยการแสวงหา ขอให้แสวงหาด้วยอรรถด้วยธรรม ด้วยเหตุด้วยผลจะสุขจะสบายไปด้วยกัน อย่าให้กิเลสเข้าไปเป็นเจ้าของก็แล้วกัน ถ้ากิเลสเอาไปเป็นเครื่องมือเมื่อไรแล้วเป็นไฟเมื่อนั้น

ธรรมของพระพุทธเจ้ากระเทือนโลกมา 2500 กว่าปีนี้แล้ว เฉพาะพระพุทธเจ้าของเราองค์นี้แล้วเป็นยังไง มากระเทือนหัวใจเราบ้างไหม เห็นมีแต่กิเลสเขย่าอยู่ตลอดเวลา กระเทือนด้วยกิเลสแทบล้มแทบตายแทบหงายท้องขึ้นฟ้ามีเยอะ ธรรมไม่ได้เข้าไปกระเทือนในหัวใจเลย จะหาความสุขได้ยังไงมนุษย์เราความสุขจริงๆแล้วไม่ได้อยู่กับสิ่งนั้นๆๆ อยู่กับตรงนี้...เอาตรงนี้ซิ เพราะทุกข์ก็ตรงนี้เป็นตัวทุกข์นี่นะ ไม่ใช่สิ่งนั้นทุกข์ ไม่ใช่สิ่งนี้ทุกข์ ตัวนี้ทุกข์ต่างหาก พอแก้ตัวนี้ด้วยอรรถด้วยธรรมถูกต้องดีงามแล้ว อันนี้จะเป็นสุขขึ้นมาๆอันนั้นมีมาก็สุข อันนั้นหายไปก็สุขไม่เดือนร้อนวุ่นวาย มันอยู่ตรงนี้ๆ เมื่อบอกว่าอยู่ที่ตรงนี้แล้วไปดูตรงโน้นมันก็ไม่เห็นหล่ะซิ ได้มาก็ได้มาแต่ความบ่น...ยุ่ง...ก็เราหาเรื่องยุ่งนี้...




๒๖.

เราจะนั่งภาวนาโดยเอานิมิต...สมมุติว่า เราระลึกถึงรูปพระหรือรูปดวงแก้วอยู่ในท้องเหนือสะดือนี้ เป็นเครื่องช่วยเพื่อทำให้ใจสงบไวขึ้นนี่ จะมีข้อเสียไหมครับ

ก็ได้ ไม่เป็นไร แต่ข้อสำคัญอย่าให้นิมิตออกไปข้างนอกก็แล้วกัน ให้อยู่ภายในตัว




๒๗.

แล้วถ้าเผื่อว่าเราจะนึกถึงอสุภะ เราก็นึกอยู่ภายในตัวเรานี้ใช่ไหมครับ

ส่วนอสุภะ เราจะเอาอะไรมาเป็นอสุภะ อยู่ข้างนอกก็ยังได้ อสุภะนี่น่ะ พอเห็นอสุภะชัดแล้วก็น้อมเข้าสู่ตัวเราเทียบเคียงกันต่อไป อสุภะข้างนอกนั้นเมื่อพิจารณาได้ความแล้วมาพิจารณาอสุภะภายในตัวก็ได้ความ แล้วมันปล่อยอันนั้นเองเลยมายึดอันนี้เป็นหลัก




๒๘.

หมายความว่าถ้าเผื่อเราชอบอสุภะเราก็เอาอสุภะ แต่ว่าพอใจเราสงบแล้วเราก็เข้ามาข้างในนี่

ใช่




๒๙.

คนที่ตายแล้วนี่นะคะ ถ้าหากไม่มีการสวดศพให้จะผิดทำนองคลองธรรมหรือเปล่า

ผิดนั้นไม่ผิด แต่หลักใหญ่ที่ท่านสอนว่า กุสลา ธมมา อกุสลา ธมมา นั้น ท่านสอนคนเป็นนี้ให้ฉลาด ไม่ได้สอนคนตายให้ฉลาด




๓๐.

อยากจะให้ท่านอาจารย์อธิบายเกี่ยวกับการพิจารณา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ว่าจะพิจารณาอย่างไร

เราก็ดูซิ ที่เกิดที่อยู่ของมันเป็นยังไง ผม ขน เหล่านี้มันเกิดจากปุบโพโลหิต น้ำเน่าน้ำหนองภายในไหลออกมา ต้องชะต้องล้างต้องอาบน้ำทุกวัน ที่ชะที่ล้างก็เพราะเป็นของสกปรก นั่นละความจริงของมันพิจารณาขัดเกลาออกกลับไปกลับมาหลายตลบ ทบทวนด้วยความมีสติจดจ่อไม่ให้กระแสของจิตแย็บออกไปทางโน้นทางนี้ พิจารณาไปตามอาการที่เป็นๆจิตใจจะเข้าใจตามความจริงและซึ้งไปโดยลำดับ แต่การพิจารณานี้แล้วแต่อุบายวิธีของแต่ละรายๆ เรียกว่าเป็นเทคนิคของแต่ละคน บอกก็บอกได้แต่เงื่อนหนึ่งสองเงื่อน ส่วยเจ้าของไปพิจารณาตีแผ่นั้นได้กว้างขวางมาก ครูอาจารย์เป็นแต่แนะแนวพอเป็นกรุยหมายป้ายทางให้เท่านั้น เราเองเวลาเราทำหน้าที่นี้เราเป็นผู้บุกเบิกผู้ขุดผู้ค้น ให้กว้างขวางละเอียดลออไปตามตามจริตนิสัยของใครของมัน และความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาของเรานี้เป็นความจริง รู้ก็รู้จริงเห็นจริง ละได้จริงเป็นความสุขจริงๆ เป็นความเบาจริงๆ ความปล่อยวางจริงๆโดยลำดับๆ นั่นเรียกว่าความจำกับความจริงมันต่างกันมาก ความจำนี้จำเท่าไรก็จำ ไม่ต้องพูดที่อื่นพูดหลวงตาบัวนี้ละ จะพูดนิทานหลวงตาบัวให้ฟัง หลวงตาบัวอยู่โน้น เรียนหนังสือ พอสอบได้นักธรรมตรี โอ้ดีใจ แหมเรานี่ภูมิสูงนะได้นักธรรมตรี สอบได้นักธรรมโทยิ่งดีใจใหญ่ ได้นักธรรมเอกเข้าไป ได้มหาเข้าไป โถจะได้เอาเชือกมามัดพุง มันจะแตกปัญญามันมากเข้าใจว่าเจ้าของมีความรู้มาก ความฉลาดมาก นี่มันจำได้เท่านั้น ความสำคัญมันเสริมนี้เลยเป็นกิเลสมาพอกพูนตัวเพิ่มขึ้นอีก การเรียนนั้นแทนที่จะทำกิเลสให้เหือดแห้งไป กลับเป็นการส่งเสริมฟื้นฟูกิเลสขึ้นมามากมายเต็มหัวใจจนก้าวไม่ออกเพราะหนักความรู้ ความจริงมันหนักกิเลสเข้าใจไหม นี่เราพูดถึงเรื่องภาคความจำ เราไม่ตำหนิหากพูดตามความจริง คือความจำเป็นอย่างนั้น เรียนไปมากเท่าไรยิ่งมีความสำคัญตนมากขึ้นๆ จนจะก้าวไปไม่ได้เพราะมันหนักสติปัญญาความเฉลียวฉลาดทั้งๆที่โง่ยิ่งกว่าเด็ก ครั้นพอเราออกปฏิบัติ ออกปฏิบัตินี้จะเอาจริงเอาจังเรียนแผนมันเรียบร้อยแล้วแผนจะฆ่ากิเลส เรียนแผนแล้วก็วางแผน เอ้า... ดำเนินการตามแผนภาคปฏิบัติที่จะเอาจริงเอาจัง ปฏิบัติเข้าไป พิจารณาเข้าไป พิจารณาอันใดจริงอันนั้น พิจารณาอย่างไรจริงอย่างนั้นไม่ไห้เคลื่อนคลาดเป็นอย่างอื่น บังคับเข้าไปจนเข้าสู่ความจริง เข้าใจไปโดยลำดับๆ ที่นี้ความสำคัญมั่นหมายของตนที่เคยสำคัญไว้นั้นมันค่อยหลุดลอยไปๆ นักธรรมตรีก็ไม่ทราบหายหน้าไปไหนไปแล้วไม่กลับ มหาก็ไม่ทราบว่าโดดลงโลกไหนไปแล้วไม่กลับ จนกระทั่งยังเหลือแต่หลวงตาบัวเดี๋ยวนี้ คิดเอาก็แล้วกันไม่มีเรื่องอะไรแหละ มีแต่หลวงตาบัวยังอยู่อย่างนี้แหละ เข้าใจไหมที่พูดนี่ พอฟังเข้าใจหรือเปล่า นี่เทียบให้รู้ความจริงความจำเป็นอย่างนั้น อยู่เปล่าๆก็สบายอย่างหนึ่ง ว่าทุกข์ก็ไม่ทุกข์ พออยู่เปล่าๆไม่มีอะไรละที่นี่ ไม่มีความรู้วิชาอะไรแล้ว อยู่แบบเซ่อๆซ่าๆ นี่สบายจริง อยู่แบบฉลาดนั่นแหละมันทุกข์ ทุกข์เพราะความฉลาดมาก เราอย่าเข้าใจว่าทุกข์เพราะความโง่นี้มากเลย ทุกข์เพราะความฉลาดยิ่งมากยิ่งหนัก ให้โง่แบบพระพุทธเจ้าโง่แบบธรรมะพูดง่ายๆนะแบบธรรมะสบายดี ถ้าจะว่าฉลาดก็ฉลาดแบบธรรมเสีย ถ้าจะว่าโง่ก็แบบธรรมเสีย แสนสบายทั้งสองอย่าง




๓๑.

ท่านอาจารย์ครับ คือการที่เรานั่งภาวนานี้ก็เพื่อต้องการความฉลาดแหลมคมและการหลุดพ้นต่อกิเลสนี่ เราตั้งความหมายไว้อย่างนี้จะถือว่าเป็นกิเลสหรือเปล่าครับ

การตั้งความหมายเอาไว้มันเป็นแผนฆ่ากิเลสไม่เป็นกิเลส ถึงเราจะปฏิบัติยังไงๆหรือเราจะต้องปฏิบัติอย่างนั้นๆกิเลสถึงจะระงับลงไปโดยลำดับๆจนกระทั่งกิเสตายหมด นั้นเป็นแผนการของเรา ที่นี่เราก็ปฏิบัติตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ไม่เป็นกิเลสทั้งนั้น คนอยากไปนิพพานก็ไม่เป็นกิเลส เพราะไม่ใช่คนตาย อยากไปนิพพานความอยากนี้เป็นมรรค เป็นทางเดินเพื่อความหลุดพ้น ความอยากเป็นสาเหตุให้ดำเนินเพื่อความหลุดพ้น อยากได้บุญอยากพ้นทุกข์ และทำความดีไม่เป็นกิเลส อะไรๆก็ไม่อยากเลย จะทำอะไรไปบ้าง พอมีความอยากนิดหนึ่งๆเป็นกิเลสแล้วๆเลยไม่อยากอยู่เฉยๆ เหมือนกับหัวตอไปเสีย ไม่งั้นก็เรียกคนตายไปเสีย พวกนี้เขาไม่อยากเขาได้นิพพานแล้วใช่ไหมคนตาย ถ้าว่าเขาได้นิพพานแล้วไป กุสลา ธมมา ให้เขาทำไม นิมนต์ พระไปจนว่าเต็มบ้านเต็มเมือง อยู่ไหนๆก็กว้านเอามา กุสลา ธมมา อกุสลา ธมมา ไอ้นี่มันตายแล้วนา ทำไมไม่ว่าไอ้นี่นิพพานแล้วนา มันหมดความอยากแล้วไปนิพพานแล้วนา อย่ามากุสลาให้มันนา ทำไมไม่ว่าอย่างนั้นล่ะ




๓๒.

บางครั้งไม่ทราบว่ากิเลสคืออะไร

ที่ไม่ทราบว่ากิเลสคืออะไรนั่นแลคือกิเลส เข้าใจไหม ยังไม่รู้อยู่หรือ นั้นแลกิเลส




๓๓.

ทีนี้หากว่าเขารู้ว่ากิเลสคืออะไร ก็เป็นกิเลสไปอีก

นั้นคือธรรม เข้าใจแล้วเหรอทีนี้ พอเข้าใจแล้วเหรอ




๓๔.

คนเขาคุยกันว่า คือว่าธรรมะของชาวบ้าน เขาบอกว่าไอ้กิเลสคือความเศร้าหมอง แล้วก็คุยกันไปคุยกันมา ผู้ที่ทำความชั่วก็เป็นกิเลส ผู้ที่ทำความดีก็ปนกิเลส

ทีนี้เข้าใจแล้วหรือที่ว่าผู้หวังความดีดำเนินประพฤติปฏิบัติตนดีนั่นน่ะเป้นมรรค เข้าใจแล้วหรือ คือความอยากหลุดพ้นทุกข์ เป็นต้น เอาพูดง่ายๆ เอาสุดยอดเลยนะ อย่างไหนเป็นกิเลส มันมีขอบมีเตความอยากมีสองประเภท ความอยากเป็นประเภทขงกิเลสก็มี ความอยากเป็นประเภทของมรรคก็มี ไม่อยากมันไม่มีจุดหมายปลายทางแล้วเดินโซซัดโซเซไปชนกำแพงไม่เดินไปตามทางดูซี หัวแตกอย่าว่าไม่บอก เรื่องกำแพงแตกนี่จะยากอยู่นะ เราจะไปโน้นก็ต้องคำนึงถึงทางประตูเสียก่อนซิ ออกตรงช่องนั้นไปนั้น มันมีจุดความมุ่งหมาย หลุดพ้นจากทุกข์ นี่พูดตามส่วนนี้ อันนี้ก็เป็นกระทู้ได้อันหนึ่งเหมือนกัน แต่อย่าเอามาเป็นแบบอันหนึ่งนะ ให้เอาเป็นแบบอย่างหนึ่งต่างหากไม่ให้เป็นแบบอันหนึ่ง แต่ให้เป็นแบบหนึ่งต่างหากแยกไว้สองก่อน นี่เราเคยอย่างประจักษ์ใจทีเดียว ไม่ลืมจนกระทั่งเดี๋ยวนี้เพราะมันเด่นมาก ทีแรกไม่อยากบวชยกหลวงตาบัวอีกแหละ ถ้าความเลื่อมใสพระเลื่อมใสพระศาสนานี้เลื่อมใสยินดี แต่ไม่อยากบวชหากจำเป็นด้วยเหตุผลบังคับเลยต้องบวชเวลาบวชไปแล้วดูหนังสือธรรมะดูที่ตรงไหนทำให้เอะใจๆ เอ๊ะชอบกลๆ เรื่อย มันสะดุดใจ ยิ่งไปดูพุทธประวัติไปดูประวัติของสาวก โอ๊ยจิตหมุนติ้ว เห็นพระพุทธเจ้าสลบก็เกิดความสงสารท่านจนน้ำตาร่วงในขณะที่อ่านหนังสือประวัติท่านอยู่ ที่นี่ตรัสรู้ก็น้ำตาร่วงอัศจรรย์ท่าน ดูประวัติของสาวกก็เหมือนกันเป็นความอัศจรรย์ท่าน ได้รับความทุกข์ความลำบากก็สงสารท่านน้ำตาร่วงเหมือนกัน ที่ท่านได้รับความวิเศษวิโสคือบรรลุธรรมก็เกิดความอัศจรรย์ท่าน นี่ทั้งประวัติของพระพุทธเจ้าทั้งประวัติของพระสาวกเลยหมุนเข้ามาสู่จิตใจนี้ จิตใจก็หมุนเข้านั่นเลย หมุนเข้าเรื่องธรรม ทีนี้เรื่องภายนอกเลยจืดไปจางไปจืดไปจางไปจิตยิ่งหมุนเข้าไปๆประหวัดเรื่องธรรมเรื่องมรรคผลนิพพาน อยากเป็นพระอรหันต์อยากไปนิพพาน เลยมีความอยากอันเดียวเท่านั้น อยากอย่างเด่นนะไม่ใช่อยากธรรมดา อยากจนว่าไม่ได้รับมรรคผลนิพพานเอ้าตายก็ตาย ก็มีปัญหาอันหนึ่งแทรกขึ้นมา เวลานี้เราองกามรรคผลนิพพานเต็มที่ เรียกว่าเต็มหัวใจแล้ว แต่มรรคผลนิพพานในศาสนานี้จะยังอยู่หรือไม่นา หรือว่ามรรคผลนิพพานเสื่อมไปหมด ถ้าหากว่ามรรคผลนิพพานหมดเขตหมดสมัยแล้ว การบำเพ็ญของเรานี้จะบำเพ็ญยากลำบากแค่ไหนก็ไม่เห็นเกิดประโยชน์เพราะไม่มีผลเป็นเครื่องตอบรับกัน เลยทำให้เกิดความคิดขึ้นมาอีกแง่หนึ่งว่า ขอให้เราได้พบครูบาอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่ง ได้ชี้แจงถึงเรื่องมรรคผลนิพพานให้เราฟังอย่างถึงใจว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่ไม่มีทางสงสัย 100% เพียงเท่านี้ละ เมื่อเราถึงใจแล้วเราจะมอบกายถวายตัวฝากครูบาอาจารย์องค์นั้นไว้เลย และเราจะบำเพ็ญเพียรเพื่อความเป็นพระอรหันต์ เพื่อนิพพานนี้อย่างเต็มความสามารถ ตายไหนไม่หมายป่าช้าเลยขอให้เราได้ทราบอันนี้อย่างถึงใจเถิด ได้เชื่อว่ามรรคผลนิพพานยังมีอยู่อย่างถึงใจเถิด

การประพฤติปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานนี้จ ะเอาให้อย่างถึงใจเหมือนกันกับความเชื่อนั่นแล ที่นี่พอหยุดเรียนตามที่เราตั้งคำสัตย์ไว้แล้ว ออกมาตามหาท่านอาจารย์มั่น ตามหาอุดรฯ ท่านไปสกลนครแล้ว เรากเลยไปหนองคายเสียก่อน พักอยู่วัดทุ่งสว่างนี้ 3 เดือน ทีนี้ตามท่านไปถึงสกลนครเลยไปถึงที่อยู่ของท่าน บ้านโคกนามน ปีนั้นท่านจำพรรษาที่บ้านโคก พอไปถึงท่านมืดพอดี ท่านกำลังเดินจงกรมกุ๊บกั๊บอยู่ข้างๆศาลาหลังเล็กๆท่านกั้นห้องอยู่ที่นั่น ห้องนั้นแหละเป็นห้องที่เราไปแอบฟังท่านสวดมนต์ ทีนี้พอเราไปถึงเทานั้นละปัญหาที่เราคิดไว้ทั้งหมดเต็มอยู่ในหัวใจนี้เหมือนกับท่านมาบันทึกเอาหมดทุกแง่ทุกมุม พอไปถึงท่านปัญหาที่เราคิดไว้ทั้งมวลนี้ท่านแจงออกในขณะนั้นเลย เหมือนกับว่านี่น่ามรรคผลนิพพานหลงบ้าไปไหนคงว่าอย่างนั้น รู้ไหมมรรคผลนิพพานอยู่ตรงนี้ๆๆเห็นไหมๆๆฟังเท่าไรยิ่งซึ้งๆจนกระทั่งหายสงสัยทั้งๆที่กิเลสยังมีเต็มหัวใจนะ หากหายสงสัยแล้วที่ว่ามรรคผลนิพพานมีหรือไม่มี มีแต่ความแน่ใจว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่อย่างสมบูรณ์ ดังที่ท่านอาจารย์ได้ชี้แจงให้เราทราบอยู่ขณะนี้เหมือนกับว่าท่านถอดออกมาจากหัวใจของท่าน ถ้าเป็นวัตถุก็เหมือนกับว่าท่านถอดออกมานี่น่าเห็นไหมตาบอดเหรอ ถ้าคนไม่ตาบอดเราเอาวางไว้ฝ่ามือนี้ต้องเห็นเสมอ นี่เห็นแล้วยังๆ เราก็อยากจะพูดให้มันเต็มปากว่าไม่เห็นยังไงก็วางอยู่บนฝ่ามือ คือความเชื่อมั่นเชื่อแล้วเชื่อท่านเพราะถอดความจริงออกมาจากใจให้เห็นชัด

ทีนี้เรื่องทั้งหลายที่ว่าความอยากอันนี้มันรุนแรงพร้อมด้วยที่นี่นะ ความอยากยังสงสัยผลอยู่ยังมีเรียกว่าความอยากยังไม่สมบูรณ์ พอท่านแสดงเรื่องมรรคผลนิพพานให้ฟังแล้ว เอาละที่นี้ท่านอาจารย์อธิบายถึงขนาดนี้เชื่อแล้วยัง เชื่ออย่างถึงใจ เอ๊า ทีนี้เราจะจริงไหม ต้องจริง ไม่จริงไม่ได้ จริงเอาตายเข้าว่าเลยแล้วมันก็เปนอย่างนั้นจริงๆ ความเพียรของผู้ที่เอาตายเข้าว่า กับความเพียรธรรมดานี้ต่างกันในคนๆ เดียวกัน ความเพียรธรรมดานี้เป็นอย่างหนึ่ง ความเพียรที่มีความเชื่อมั่นและความมุ่งมั่นต่อสิ่งนั้นมีกำลังอย่างล้นหัวใจแล้ว ความพยายามที่จะให้เข้าถึงจุดนั้นต้องฟัดเต็มเหนี่ยว เอาตายก็เอา ไม่ตายให้รู้มีเท่านั้นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ถอยไม่ได้ ตายในสนามรบ นี่มีแต่ความอยากจูงไปเท่านั้น เราเอาความอยากเข้ามาเทียบเคียงดูความอยากนี้อยากจริงๆ อยากหลุดพ้นอยากรู้อยากเห็นมรรคผลนิพพาน อยากเป็นพระอรหันต์ อยากจริงๆ หลวงตาบัวตัวเท่าหนูก็ตาม ความอยากมันเท่าภูเขา พอได้ทราบความจริงจากท่านอาจารย์มั่นแล้วเอ๊า ทีนี้กินให้สมอยากนะ พูดง่ายๆพูดอย่างงั้นน่ะ กินให้สมอยากก็คือว่าเอ๊าทำให้เต็มที่ซิ ตั้งแต่นั้นแหละความเพียรถึงเป็นเหมือนกับกังหัน อุ๊ยเหมือนกับอะไรก็ไม่รู้แหละพูดไม่ถูก ไม่มีจิตที่จะแย๊บออกไปที่ไหนๆเกี่ยวกับประชาชนเพื่อนฝูงอะไรเลย หมุนติ้วๆเราไม่เคยสนใจคิดว่าเราจะได้เป็นครูเป็นอาจารย์สั่งสอนพระเณรประชาชนอย่างนี้ แต่มันเป็นขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขณะที่หมุนติ้วเข้าตะลุมบอนไม่คิดเป็นคิดตายอะไรกับผู้ใดทั้งนั้นนอกจากเจ้าของอย่างเดียว เข้ามาอยู่ตามธรรมชาตินี้ไม่ได้หาอยู่แต่ในป่าในเขา หากอยู่กับหมู่เพื่อนองค์หนึ่งสององค์สามองค์ไม่สะดวกพลิกคิดใหม่ เพราะเรารู้ในใจของเรา ความเพียรไม่สะดวกอยู่คนเดียวทั้งนั้น อยากกินก็กินไม่อยากกินกี่วันช่าง


เอ้าตายก็ตาย โถ…จนหนังห่อกระดูก แต่ก่อนมันหนุ่มป้อนะก็อายุ 27 ออกปฏิบัติ แล้วหนังห่อกระดูกเป็นยังไง ผอมหรือไม่ผอมฟังซิ จนกระทั่งลงมาหาหมู่เพื่อนพากันตกตะลึง แม้แต่ท่านอาจารย์มั่นยังตกตะลึง โฮ้...ทำไมเป็นอย่างนี้ เหลืองเป็นขมิ้นลงมาจากภูเขา โอ๊ะทมเป็นอย่างนี้ พอว่าอย่างนั้นท่านก็แก้ปุ๊บมันต้องอย่างนี้จงเรียกว่านักรบนั่น ท่านกลัวเราจะอ่อนแอร้องไห้แงๆเข้าใจไหม พอท่านว่าทำไมเป็นอย่างนี้เดี๋ยวก็ร้องไห้แงๆ ถ้าว่ามันต้องอย่างนี้ซิถึงเรียกว่า นักรบท่านแก้ปุ๊บเดียวเลย เพราะเรามันเป็นเหมือนกับลูกตัวแดงๆอยู่นี้นะ มันคอยแต่จะออดจะอ้อน พอว่าทำไมเป็นอย่างงี้คอยแต่จะร้องไห้แงๆ ท่านจึงรีบตัดปุ๊บเลย มันต้องอย่างนี้จึงเรียกว่านักรบ การปฏิบัติตามความอยากมันจึงต้องหมุนของมัน เรากล้าพูดได้อย่างเต็มปาก เราไม่ได้อวดรู้อวดฉลาด เราพูดตามความจริงเพราะเราไม่อยากพูด มันไม่อยาก มันไม่หิว แต่เมื่อเหตุผลที่ควรจะพูดก็มี พูดโดยยกความอยากนั้นกับความอยากที่เป็นตัณหาเป็นกิเลสขึ้นมาเทียบกัน เราอยากเต็มหัวใจเราก็เคยอยากมาแล้ว คืออยากได้มรรคผลนิพพาน ทีนี้ความเพียรให้สมใจกับความอยากเราก็ได้เคยทำเต็มสติกำลังของเราจนถึงกับบางครั้งบอกมอบเลยเชียว เอ๊า ตายก็ตายเถอะมันถึงขั้นหัวเลี้ยวหัวต่อจริง มันมีนี่ จะถอยไม่ได้นอกจากตายกับพุ่งเท่านั้น ถ้าเป็นสว่านก็พุ่งไม่ทะลุเอาให้ทะลุ ถ้าเป็นคนโดนต้นไม้ให้ทะลุที่เราจะถอยมานี้ถอยไม่ได้แล้วมันเข้าหัวเลี้ยวหัวต่อจะเข้าด้ายเข้าเข็มถอยไม่ได้ ลงประจัญบานกันอยู่ขนาดนั้นจะถอยไม่ได้เลย ต้องสู้เอาตายไม่ตายให้ชนะ นั่นละมันเป็นระยะๆ ที่มันวางพื้นไว้ในเรื่องสละชีวิตนี้ก็วางอยู่แล้ว พอถึงคราวเข้ายิ่งเหน็บเข้าไปอีก หนักเข้าไปอีก อ้าวไปเถอะ ไม่ไปไม่รู้ ตายก็ตาย เพราะอะไร เพราะความอยากรู้อยากห็น โฮ้ ความทุกข์ความทรมานความลำบากลำบนในชีวิตนี้ก็ในเวลาปฏิบัติกรรมฐานนี่เอง เพราะอำนาจแห่งความอยากมันหนักจริงๆเราไม่นึกว่าเราจยังเหลือเป็นผู้เป็นคนเดนตายมาอย่างนี้

หมู่เพื่อนก็ไม่มีแต่ก่อนเพราะเราไม่สนใจกบใครนี่เข้าป่าไปอยู่คนเดียว กี่วันช่างข้าวอยากกินก็กินไม่อยากกินกี่วันก็ช่าง เวลามันจะตายจริงๆก็เดินโซซัดโซเซออกไปบิณฑบาตฉันเสียวันหนึ่งแล้วหายเงียบไปเลย เพาะเหตุไรถึงต้องทำอย่างนั้น เรามันคนหยาบเรายอม พอได้กินอิ่มเต็มท้องแล้วมันนอนอยู่เหมือนหมู ไม่ยอมลุกละซิ จะมาเลี้ยงหมูได้หรือนี้ไม่ใช่โรงเลี้ยงหมูนี่นะ ทีนี้เวลาเราอดเข้าไปเท่าไรร่างกายก็ซูบผอมลงไป ร่างกายไม่มีกำลังแต่จิตใจมันดีดผึงๆเห็นอยู่ชัดๆอันนี้ละพาอดไม่ใช่อะไรนพอถึงเวลาที่เราจะฉัน มันเกิดอธิกรณ์ เกิดคดีกันในศาลเตี้ยนี่ อันหนึ่งคิดบอกขึ้นว่านี่จะอดให้ตายเชียวเหรอ มันกำลังจะตายอยู่แล้วนะ คนหนึ่งโฮ้เวลามึงได้กินแล้วมึงนอนอยู่เหมือนหมูนี้น่ะมันยิ่งตาย ขึ้นเขียงแล้วไม่ยอมลงจะให้มันกินอะไรนักหนา ตกลงเรานั่นแหละเป็นผู้พิพากษา โอ๋อดบ้างอิ่มบ้างนั่นแหละดีว่าอย่างนั้น เจ้าของตัดสินให้เจ้าของเป็นไรไปใช่ไหม อดบ้างอิ่มบ้างนั่นแหละดีเอาตรงนั้นเราก็ฟาดลงไปเรื่อย จนกระทั่งมันไปหมดสตกำลังความสามารถ แล้วก็เป็นหลวงตาบัวโท่โร่อยู่อย่างนี้ อะไรก็เลยไม่อยาก จะว่าคนตายหรือตายแล้วทำไมมาพูดอย่างนี้ใช่ไหม มันไม่อยากก็บอกไม่อยาก ใครจะว่าอะไรก็ตามว่าเราบ้าก็ยอมรับว่าบ้า บ้าไม่อยากจะว่างั้น อยากไปสวรรค์ก็ไม่อยาก อยากไปนิพพานก็ไม่อยาก อยากเป็นพระอรหันต์ก็ไม่อยาก อยู่เฉยๆเหมือนหลวงตาบัวนี่จะว่าไง มันก็เท่านั้นหมดแล้วเรื่องแก้ปัญหาเรื่องเจ้าของในเวลาปฏิบัติ เราแก้อย่างนั้นเรื่อยมา ถ้าจะปคิดเรื่องหยูกเรื่องยาแล้วจิตใจมัน่อ่อนเปียกไปหมดแล้ว เลยไม่สนใจกับธรรมอันนั้นจะดีอันนี้จะดีจะถูกเลยยุ่งอยู่โน่น ที่นี่มีแต่สิ่งที่จะถูกๆเจ้าของเลยจะตาย อันนี้ร่างกายมันอ่อนก็จริง ร่างกายเป็นยังไงก็ตามแต่จิตไม่ได้เป็น จิตมันดีดอยู่ผึงๆ มันแข็งตัวเพราะจิตกับกายเป็นคนละอย่างนี่ เพราะฉะนั้นเราอยากจะทราบเรื่องจิตกับกายแม้อยู่ด้วยกันเราก็ยังไม่ทราบ ถ้าเราอยากทราบให้ปฏิบัติซิ พระพุทธเจ้าเป็นคนจริงด้วยการปฏิบัติ รู้จริงเห็นจริงสอนโลกสอนด้วยความจริงไม่ได้มาหลอกมาลวงโลก กายเป็นกายจิตเป็นจิตจริงๆ ปฏิบัติไพอรู้ความจริงแล้วจะปฏิเสธความจริงลบความจริงลบได้เหรอคนเรา... ลบไม่ได้ ปฏิบัติตามหลักพระพุทธถ้ารู้อย่างพระพุทธเจ้าแล้วจะไม่กราบพระพุทธเจ้าลงคอได้หรือคน...ต้องกราบ ไม่ยอม พระพุทธเจ้าจะยอมใคร ความจริงใครลบได้เมื่อไร ของปลอมถึงสูญของจริงไม่สูญแหละ พระพุทธเจ้าสอนด้วยความจริงทั้งนั้น




๓๕.

อยากจะขออนุญาตอีกสักคำถามนะครับ ค่านิยมของชาวเราขณะนี้รู้สึกว่านิยมวัตถุมงคลมาก เราจะมีวิธีการแนะนำเขาอย่างไรบ้าง ให้เขามีความเข้าใจ

ถ้าพัฒนาจิตได้พอสมควรหรือพัฒนาจิตได้ดีแล้ว วัตถุนิยมก็เป็นมงคลเป็นประโยชน์เพราะออกจากจิตที่เป็นมงคลอยู่แล้ว ถ้าจิตไม่ดีจะพัฒนาอะไรก็เท่านั้นแหละ ไม่เป็นท่า เพราะจิตมันเลวพัฒนาอะไรก็เลว เหลวไปหมด มันขึ้นอยู่กับจิต เพราะฉะนั้นการพัฒนาจิตจึงเป็นอันดับหนึ่ง ตามหลักพระพุทธศาสนาท่าสอนอะไรก็ตามจะดำเนินหน้าที่การงานอะไรก็ตาม ถ้าจิตไม่เป็นผู้ออกหน้าทำงานแล้วสิ่งเหล่านั้นจะไม่เป็นการเป็นงานอะไรให้เลย มันขึ้นอยู่กับความโง่หรือความฉลาดของจิต

เอ้ายกตัวอย่างเช่น นายช่างแปลน คำว่านายช่างแปลน ต้องเป็นผู้รอบคอบทุกสิ่งทุกอย่างในแปลนใช่ไหมถึงจะนำแปลนออกมาสร้างบ้านสร้างเรือนได้ แล้วให้นายสา นายมา มาสร้างแปลนให้คนปลูกบ้านมันจะฟาดอะไรขึ้นมา... เห็นไหมนี่ละมันพัฒนาออกมาจากจิตเสียก่อน ก่อนที่จะมาเป็นแปลน มันออกมาจากจิต จิตได้เรียนได้ศึกษามาเรียบร้อยแล้วถงจะสำเร็จรูปออกมาเป็นแปลนได้ และเมื่อออกมาเป็นแปลนแล้วก็สร้างตามโครงการของแปลนนี้แล้วก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจนสำเร็จรูปร่างอันสมบูรณ์ เพราะแปลนนี้ เพราะจิตนี้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ทีนี้ทางด้านจิตใจเกี่ยวกับเรื่องธรรมก็ศึกษาทางธรรมะให้รอบคอบทั้งทางโลกและทางธรรม เอ้า...พัฒนาไปไหนไปเถอะไม่มีเสีย ทานจึงสอนให้พัฒนาจิตเป็นสำคัญมาก ไอ้เรานี่พัฒนากันตั้งแต่ภายนอกละซิไม่พัฒนาภายในจิต วางประดับหน้าร้านไว้...โอ้โฮ สวยงามอร่ามตาเหลือเกิน ภายในมีแต่ขี้หมูราขี้หมาแห้ง ใครจะเข้าไปเหยียบในร้านได้ล่ะ เหยียบก็ไม่อยากจะเหยียบอย่าว่าแต่จะมองดูเลย นั่นมันเป็นอย่างนั้นละ

ให้ประดับภายใน ภายนอกก็ประดับ ภายในให้มันดี ของดีๆเขาเอาใส่ตู้เซฟไว้เรียบ นั่นห็นไหมของดี นักปราชญ์ท่านไม่อวดละ ผผู้ที่อวดเก่งนั่นคือตัวเก๊ เข้าใจไหม โฆษณาป้างๆอันนั้นดี อันนี้ดีๆนะ นั่นละตัวเซ่อตัวโง่ตวขี้ริ้วขี้เหร่ตัวไม่เป็นท่า ของดีไม่จำเป็นต้องไปโฆษณา อยู่ไหนอยู่ได้ ของดีไม่ดิ้น เข้าใจไหม ของดีแล้วไม่ดิ้น คนทุรนทุรายคนจะตายละมนดิ้น เข้าใจไหม อันนี้พวกจตายมันดิ้นรู้ไหม คนปกติเขาจะไปดิ้นอะไร คนไข้มันดิ้นมันจะตาย เอาละ อย่าพากันเข็ดหลาบนะมาหาหลวงตาบัวนะ...



< กลับ >
( จำนวนคนอ่าน 1701 คน )
         
• เสียงเทศน์หลวงปู่ชา สุภัทโท • ปุจฉา-วิสัชนา • ความผิดในความถูก • พระพุทธรูปในเมืองไทย • ติดต่อเว็บไซต์
• เสียงเทศน์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ • ข่าวประชาสัมพันธ์ • นอกเหตุเหนือผล • ประวัติพระสงฆ์ไทย • สมุดเยี่ยม

• แกลเลอรี • หนังสือน่าอ่าน   • แผนผังเว็บไซต์
         
เว็บไซต์เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพุทธบูชา :: วศิน เตยะธิติ © 2557