เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพุทธบูชา :: วศิน เตยะธิติ

ปุจฉา-วิสัชนา : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
หน้า ๑/๓

ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

เมื่อยังไม่ได้ทำสมาธิภาวนา นอนหลับแล้วไม่ค่อยฝัน แต่เมื่อฝึกทำสมาธิภาวนาแล้ว นอนหลับแล้วมักจะฝันเพราะเหตุใด
การภาวนาเป็นอุบายที่ทำให้จิตเกิดมีสมาธิ โดยปกติผู้ภาวนาจะบริกรรมภาวนาก็ตาม หรือพิจารณาอะไรก็ตาม หรือดูลมหายใจก็ตาม มันเป็นอุบายให้จิตเกิดสมาธิ วาระแรกของความเกิดมีสมาธิแห่งจิตนั้นคือการนอนหลับ เช่นอย่างเราภาวนาแล้วมันมีอาการเคลิ้มๆ ลงไปเหมือนจะนอนหลับ แล้วก็เกิดเป็นความหลับขึ้นมา เมื่อหลับลงไปแล้วมันหลับไม่สนิท จิตกลับตื่นเป็นสมาธิอ่อนๆ ในเมื่อจิตมีสมาธิอ่อนๆ จิตมีลักษณะครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วก็มีความรู้สึกว่ามีความสว่างเรืองๆ จิตส่งกระแสออกไปข้างนอก จึงเกิดนิมิตฝันขึ้นมา อันนี้มันเกิดสืบเนื่องมาจากการฝึกปฏิบัติสมาธิในขั้นต้นๆ เพราะในตอนนี้สติสัมปชัญญะยังไม่มีพลังเพียงพอที่จะประคับประคองจิต ให้อยู่ในสภาวะที่เป็นสมาธิอย่างแน่วแน่ได้ เพราะเมื่อหลับลงไปแล้วความรู้สึกมันรู้สึกลอยๆ คว้างๆ ไปจะว่าหลับก็ไม่ใช่ จะว่าตื่นก็ไม่ใช่ มันอยู่ครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วก็ทำใ้หเกิดฝัน


การฝึกสมาธิจำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิอย่างเดียวหรือไม่
ไม่จำเป็น นอกจากเราจะทำเป็นพิธีการเคารพต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น


ถ้าเรานอนสมาธิก่อนจะหลับโดยทำให้เราหลับง่ายเข้า ถือเป็นสมาธิหรือไม่
ถือเป็นสมาธิเหมือนกัน อันนี้ดีที่สุด ถ้าฝึกทำสมาธิเวลานอน ถ้านอนหลับลงไปแล้วจิตเกิดเป็นสมาธิเวลานอน สุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตจะดีขึ้นมาก


ขณะนั่งสมาธิ มีภาพเหตุการณ์เกิดขึ้น จะทราบได้อย่างไรว่าสิ่งนั้น ภาพนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือ นึกคิดขึ้นเอง เช่นครั้งหนึ่งขณะนั่งสมาธิ มีคนรู้จักที่ตายไปแล้วมาปรากฏทั้งๆ ที่ไม่เคยนึกถึงเขามาก่อน อยากทราบว่า ภาพนี้เป็นจริงหรือไม่ ถ้าจริงเกิดขึ้นได้อย่างไร
ภาพนี้เป็นทั้งจริงและไม่จริง ถ้าหากว่านิมิตนั้นในเมื่อเกิดขึ้นแล้วเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นจริงก็เป็นเรื่องจริง อันนี้สุดแต่จิตของเราจะปรุงเป็นมโนภาพขึ้นมา ถ้าหากว่าจิตของเรามีความมั่นคงเพียงพอ มีสติสัมปชัญญะเพียงพอ นิมิตที่เกิดขึ้นนั้นมันก็เป็นความจริง แต่ส่วนมากภาพนิมิตในขั้นต้นๆ นี้มันจะเกิดขึ้นในระยะที่เราบริกรรมภาวนา แล้วรู้สึกว่าจิตมันเคลิ้มๆ เกิดสว่าง จิตมันลอยเคว้งคว้าง สติสัมปชัญญะยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ กระแสจิตส่งออกไปข้างนอกแล้วเกิดภาพนิมิตต่างๆ ขึ้นมา อันนี้ให้ทำความเข้าใจว่าเป็นมโนภาพเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งสำคัญมั่นหมายว่าเป็นจริง ถือว่าเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์อันหนึ่ง เราอาจจะกำหนดรู้ภาพนิมิตอันนั้นเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ แล้วภาพนิมิตนั้นอาจจะแสดงให้เรารู้ในแง่กรรมฐาน ได้แก่ อสุภกรรมฐาน เป็นต้น ก็ได้


การปฏิบัติที่ใช้คำภาวนาว่าพุทโธจะใช้พร้อมกับการเพ่งกสิณเช่น สีเขียว เป็นต้น ได้หรือไม่
อันนี้แล้วแต่ความถนัดหรือความคล่องตัวของท่านผู้ใด การภาวนาเป็นการนึกถึงคำพูด คำหนึ่งคือ พุทโธ แต่การมองสีเขียวเพ่งสีเขียวเป็นเรื่องของตา จะใช้พร้อมกันกับพุทโธๆ ไปด้วยก็ได้ไม่ขัดข้อง แต่ว่าถ้าจะภาวนาพุทโธแล้ว ลมหายใจควรคู่กับพุทโธเป็นเหมาะที่สุด เพราะว่าเมื่อภาวนา พุท พร้อมลมหายใจเข้า โธ พร้อมลมออก โดยปกตินักภาวนาเมื่อจิตสงบลงไปบ้างแล้ว คำภาวนาจะหาย เมื่อคำภาวนาหายไปแล้วจิตจะไปยึดลมหายใจเป็นเครื่องรู้ จะได้ตามลมเข้าไปสู่ความสงบอย่างละเอียดนิ่ง จนถึงอัปปนาสมาธิ จะใช้ลมหายใจพร้อมกับนึกกำหนดอานาปานสติก็ได้ ลมปราณ คือ ลมหายใจ อานาปานสติก็คือลมหายใจเป็นอันเดียวกัน


เมื่อจิตติดอยู่ที่ปีติและความสุข มีอยู่บ่อยๆ ครั้งจนไม่อยากจะถอนออกจากสมาธิจะมีอุบายแก้ไขได้อย่างไร
ในขั้นนี้ยังไม่ต้องการอยากจะให้ใช้ีอุบายแก้ไข เพราะจิตที่มีปีติ ฝึกให้มีปีติ มีความสุข ให้มันอยู่ในขั้นที่เรียกว่า ฌาณสมาบัติ อันนี้เป็นความรู้สึกสัมผัสเพียงนิดหน่อยอยากจะเปลี่ยน อะไรทำนองนี้ดำเนินให้จิตมีความสงบ มีปีติ มีความสุขบ่อยๆ เข้า มันจะได้เกิดมีความชำนาญในการเข้าออกสมาธิ แล้วถ้าจะอยากให้จิตมีสภาพเปลี่ยนแปลงให้คอยจ้องเวลาจิตถอนออกจากสมาธิ ในเมื่อหมดปีติ หมดความสุขในสมาธิแล้วเกิดความคิดขึ้นมา ทำสติตามรู้ความคิดนั้น หรือจะหาอะไรมาพิจารณาก็ได้ เพื่อเป็นการฝึกจิตให้รู้จักการพิจารณา


   เวลานั่งสมาธิหรือเดินจงกรม จะลงสู่ความสงบแล้วมีนิมิตเสียงดังมาก เช่นดังเปรี้ยงเหมือนฟ้าผ่า หรือเสียงก้องมา แต่ก็มีสติรู้ ไม่ตกใจ ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกจะปฏิบัติอย่างไร
   
   ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ขอใหถือว่าสิ่งนั้นคือเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ จะเป็นสี แสง เสียง หรือรูปนิมิตอะไรต่างๆ ก็ตามให้ถือว่าเปนเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ ประคองจิตทำสติไว้ให้ดี แล้วผลดีจะเกิดขึ้นอย่าไปตกใจหรือไปแปลกใจกับสิ่งเหล่านั้น
 


   เวลานั่งสมาธิ ก็ใช้คำบริกรรมคือสมถะตลอด แต่เวลาเดินจงกรมใชพิจารณากายที่เดิน กำหนดสติกับการเดินทั้งสองควบคู่กันไปจะสมควรหรือไม่
   
   อันนี้สมควรแล้วแต่อุบายของท่านผู้ใด บงทีถ้าหากว่าจิมันต้องการริกรรมภาวนาก็บริกรรม ถ้าต้องการกำหนดรู้อิริยาบถก็กำหนดรู้อริยาบถ ถ้ามันจะต้องการค้นคิดพิจารณาก็ให้มนค้นคิดพจารณาอย่าไปขัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางทีมันอาจจะสงบขึ้นมาโดยไม่ได่ตั้งใจ อย่าไปฝืน บางทีมันอาจจะเกิดความรู้ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิความรู้ก็อย่าไปฝืน ปล่อยมันใหมันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน หน้าที่ของเรามีแต่ทำสติกำหนดตามรู้เท่านั้น
 


   เมื่อทำสมาธิแล้วจิตไม่ค่อยสงบ มักจะน้อยใจว่าตนเองว่าไม่มีวาสนาบารมี
   
   อย่าไปคิดอย่างนั้นซิ ในเมื่อจิตไม่สงบก็ทำเรื่อยไป ทำสติรู้และพิจารณาว่ามันไม่สงบเพราะอะไร ค่อยแก้ไขและพากเพียรพยายามทำให้มากๆเข้า เดี๋ยวมันก็เกิดความสงบขึ้นมาเอง
 


   ขณะทำสมาธิ จะรู้ได้อย่างไรว่าจิตจวนจะเข้าภวังค์แล้ว และจะรู้ได้อย่างไรว่าจิตกำลังอยู่ในภวังค์
   
   อันนี้เราพึงสังเกตว่าถ้าเราเกิดมีกายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ กายคล่อง จิตคล่อง กายควร จิตควร พึงเข้าใจเถิดว่าจิตของเรากำลังจะเข้าสู่ภวังค์ ทีนี้คำว่าภวังค์ นี้หมายถึงช่วงว่างระหว่างที่จิตกำลังบริกรรมภาวนาอยู่ แล้วปล่อยวางคำภาวนามีอาการวูบลงไป วูบเป็นอาการ เป็นความว่างของจิต ช่วงที่วูบนี้ไปถึงระยะจิตนิ่ง ช่วงนี้เรียกว่า จิตตกภวังค์ ทีนี้เมื่อจิตตกภวังค์วูบลงไปน่งพั้บ ถ้าไม่หลับ สมาธิเกิด ถ้าจะเกิดความหลับก็หลับไปอย่างไม่รู้ตัว แต่ถ้าแบบสมาธิจะเกิดพอนิ่งพั้บจิตเกิดสว่าง แสดงว่าจิตเข้าสู่สมาธิ ถ้านิ่งพั้บมืดมิดไม่รู้เรื่องจิตนอนหลับ รี่พึงสังเกตอย่างนี้ จิตที่เข้าสมาธิต้องผ่านภวังค์ไปก่อน ภวังค์คือช่วงว่างของจิตที่ปราศจากสติ เช่น อย่างเราคิดถึงสิ่งหนึ่งเช่นคิดถึงแดงแล้วจะเปลี่ยนไปคิดถึงขาว ช่วงว่างระหว่างขาวกับแดงนี้ตรงกลางเรียกว่าภวังค์ สมาธิที่จิตปล่อยวางภาวนามีอาการเคลิ้มๆ แล้วก็วูบ ชั่ววูบเรียกว่าจิตตกภวังค์ เมื่อวูบแล้วนิ่งมืดมิดไปเรียกว่าจิตหลับ ถ้าวูบนิ่งพั้บเกิดความสว่างโพลงขึ้นมา จิตเป็นสมาธิพึงทำความเข้าใจอย่างนี้้
 


   ขณะง่วงนอนแลต่อสู้กับความง่วงอยู่นั้นจะเป็นโอกาสให้สติกลับรู้ตัวตามทันหรือไม่์
   
   ถ้าหากเรามีการต่อสู้ก็มีความตั้งใจ ในเมื่มีความตั้งใจก็เกิดมีสติรู้ตัว ถ้าความตั้งใจมีพลังเข้มแข็งขึ้น สติก็เข้มแข็งขึ้น เมื่อสติเข้มแข็งขึ้น ความง่วงก็หายไป ถ้าสติกับความง่วงสู้ความง่วงไม่ได้ ก็กลายเป็นความง่วงแล้วก็หลับไป
 


   ขณะทำสมาธิเกิดนิมิตข้นมาเป็นภพ จะต้องปฏิบัติหรือกำหนดจิตอย่างไร
   

   ในเมื่อทำสมาธิแล้วจิตสงบลงไปเกิดนิมิตภาพขึ้นมา ระวังอย่าให้เกิดความเอะใจหรือแปลกใจกับการเห็นนั้น ให้ประคองจิตอยู่เฉยๆ ถ้าเกิดไปเอะใจหรือทักท้วงขึ้นมา สมาธิจะถอน เมื่อสมาธิถอนแล้วนิมิตหายไป ถ้าใครสามารถประคองจิตให้อยู่ในสภาพปกติ นิมิตนั้นจะอยู่ให้เราดูได้นาน และนิมิตนั้นจะเป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ เป็นฐานที่ตั้งของสติ บางทีนิมิตนั้นอาจจะแสดงอสุภกรรมฐาน หรือแสดงความตาย ถ้าแสดงอสุภกรรมฐานให้เราดู เช่น ล้มตายลงไป เน่าเปื่อย ผุพัง ก็ได้อสุภกรรมฐานได้มรณสติ ถ้าจิตของท่านผู้นั้นสำคัญมั่นหมายในพระไตรลักษณ์ ภาพนิมิตนี้มันก็ไม่เที่ยง ปรากฏขึ้นมาแล้วมันก็ล้มตายไป ตายไปแล้วก็เปลี่ยนแปลงเป็นเน่าเปื่อย ผุพัง สลายตัวไป เสร็จแล้วก็ได้วิปัสสนากรรมฐาน

เพราะฉะนั้นในเมื่อภาวนาเกิดนิมิตขึ้นมาแล้วอย่าไปดีใจเสียใจกับนิมิตนั้น ให้ประคองจิตให้รู้อยู่ เฉยๆ ธรรมชาติของนิมิตนี้เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ในเมื่อมันมีการเปลี่ยนแปลงก็ทำให้รู้ว่าแม้นิมิตนี้มันก็ไม่เที่ยง หรือเพียงแค่มันเกิดขึ้นแล้วหายไป เกิดขึ้นแล้วมันหายไป มันก็ไปตรงกับคำว่าเกิด-ดับ เกิด-ดับที่เรากำหนดรู้กันอยู่ในจิต ความเกิด-ดับ ความคิดมันเกิดขึ้น ความคิดมันดับไป ก็คือการเกิด-ดับ นิมิตเกิดขึ้น นิมิตดับไป ก็คือความเกิด-ดับ สุขมันเกิดขึ้น สุขมันดับไป ก็คือความเกิด-ดับ ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ดับไป ก็คือความเกิด-ดับ เมื่อเรามีสติ กำหนดรู้ความเป็นของมันอยู่อย่างนี้ เราจะได้สติปัญญาดีขึ้นแล้วอาจจะเกิดปัญญารู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ข้นมาได้

 


   ภาวนาไป จิตเบื่อหน่ายจะทำอย่างไร จิตเศร้าหมองจะทำอย่างไร
   

   ความเบื่อเป็นอาการของกิเลส ในเมื่อมันเกิดเบื่อ พิจารณาความเบื่อ เอาความเบื่อเป็นอารมณ์ ถามตัวเองว่าทำไมมันจึงเบื่อ เมื่อได้คำตอบนี้แล้วถามต่อปอีกว่าทำไมๆๆเพราะอะไรๆๆ ไล่มันไปจนมันจนมุม เอาความเบื่อเป็นอารมณ์ เอาความเบื่อเป็นเครื่องรู้ เราก็พิจารณาหาเหตุผลความเบื่อให้ได้ การพิจารณาเช่นนี้ก็คือการพิจารณาวิปัสสนากรรมฐาน

จิตเศร้าหมองก็พยามภาวนาให้มากๆ พิจารณาให้มากๆ ในเมื่อจิตมันรู้แจ้งเห็นจริงล้วมันจะหายเบื่อและจะหายเศร้าหมอง

 


   จิตมันมองเห็นกายเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะมันเกิดทุกข์แล้วก็เบื่อ มันมองเห็นกายเป็นของสกปรก จิตมันรังเกียจ มันเกิดเบื่อ จะทำอย่างไร
   

   อันนี้เป็นอาการของกิเลส ถ้ามันเกิดอการอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว เราขาดสติ ไปถือเอาความเบื่อเป็นเรื่องที่จะมาทำให้จิตของเรามัวหมองหรือเศร้าหมอง ก็เรียกว่า เราขาดสติ ขาดปัญญา เมื่อเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมาต้องพิจารณาจนกว่ามันจะหายเบื่อหน่ายเศร้าหมอง

 


   ขอให้ช่วยสอนวิธีทำสมาธิเกี่ยวกับชีวิตประจำวันสำหรับพระนวกะ
   

   การทำสมาธิเกี่ยวกับชีวิตประจำวันเฉพาะพระนวกะภิกษุที่เราจะยึดเป็นหลักที่แน่นอน วันหนึ่งๆ ท่านตื่นขึ้นมาก็มีความรู้สึกให้ท่านถามปัญหาตัวเองว่าเราเป็นอะไร แล้วก็ตอบตัวเองว่าเราเป็นนักบวช ถามต่ออีกว่าบวชมาทำไม ตอบว่าบวชมาเพื่อศึกษาธรรมวินัย ถามต่อว่าศึกษาธรรมวินัยไปทำไม ตอบว่าศึกษาไปเป็นข้อปฏิบัติ ถามอีกปฏัติเพื่ออะไร นึกพิจารณาทบทวนอยู่อย่างนี้โดยไม่ต้องไปภาวนาพุทโธๆๆหรือพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อะไรก็ได้ เอาหน้าที่ของตัวเอง ความเป็นของตัวเองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาเป็นปัญหาเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน โดยนึกอยู่เสมอว่าเวลานี้เราเป็นอะไร แล้วก็ตอบปัญหาของตัวองเป็นเปลาะๆไป ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ โดยในทำนองนี้ถ้าหากว่าท่านนั่งหลับตา แล้วก็ตั้งถามปัญหาตัวเองว่าเราเป็นอะไร เราเป็นพระนวกะ พระนวกะคืออะไร คือผู้บวชใหม่ เราบวชมาทำไม บวชมาเพื่อศึกษาธรรมวินัย ธรรมวินัยที่จะต้องศึกษามีอะไรบ้าง และเพื่ออะไร ถามปัญหาตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วก็จะสามารถทำจิตสงบเหมือนกัน และอีกอย่างหนึ่งถ้าหากว่าท่านไม่ได้นึกอย่างนี้ ท่านจะถือโอกาสเอาวิชาความรู้ที่ท่านเรียนมาที่ท่านได้ปริญญามาแล้ว อามาวิตกเป็นหัวข้อ พิจารณาถามตัวเองไปเป็นเปลาะๆท่านคิดถึงอะไร ทำความคิดให้มันชัดๆทำสติให้มันรู้ชัดๆอย่าทำโดยวามไม่มีสติ สิ่งใดที่ทำด้วยความมีสติ คิดด้วยความมีสติ สิ่งนั้นคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนี้เพื่อความมีสติ ในเมื่อการมีสติเพราะการคิดค้นพิจารณาเกี่ยวกับวิชาความรู้และงานการที่เราทำอยู่ หรือสิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน สมาธิเกิดขึ้นแล้ว สามารถที่จะเอาไปสนับสนุนวิชาความรู้และงานการที่เราทำอยู่ได้ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทำสติอันเดียว แม้แต่ชาวบ้านซึ่งเป็นแม่บ้านหรือแม่ครัวเป็นแต่เพียงตั้งปัญหาถามขึ้นมาว่าวันนี้เราจะทำกับข้าวอะไร เราจะทำแกงเผ็ด ส่วนประกอบของแกงเผ็ดมีอะไรบ้าง แล้ววิธีทำจะทำอย่างไร นั่งค้นคิดพิจารณาวนเวียนกลับไปกลับมาอย่างนั้น มันก็เป็นอารมณ์ของการปฏิบัติกรรมฐานได้

เราทำอะไรอยู่ ทำสติกับสิ่งนั้น เราคิดอะไรอยู่ ทำสติกับสิ่งนั้น เราพูดอะไรอยู่ก็มีสติกับสิ่งนั้น ในเมื่อสติกับการทำ การพูดการจา ความคิดขงเรามันตามทันกัน สมาธิก็เกิดขึ้น และขอเตือนไว้อีกอย่างหนึ่งว่า นักขับรถทั้งหลายเมื่อท่านจับพวงมาลัย สตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว ท่านอย่าไปภาวนาพุทโธ ให้ทำสติอยู่กับการขับรถ ถ้าภาวนาพุทโธแล้ว พุทโธกับเรื่องการขับรถ มันไม่มีความสัมพันธ์กัน ตัวอย่างที่เคยประสบมาเมื่อเร็วๆนี้ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2546 นี้ ไปแสดงธรรมที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลวงพ่อไปเทศน์ว่า การปฏิบัติสมาธินี้กระทำสติให้มันมีความสัมพันธ์กับงานที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็บอกว่ายกตัวอย่างเช่น เวลาท่านขับรถ ท่านไปภาวนาพุทโธเมื่อจิตสงบแล้วจิตจะไปติดกับพุทโธ จะทิ้งหน้าที่การขับรถ ไม่มีความสนใจแล้วท่านจะขับรถไปอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ดีไม่ดีจะขับรถไปชนเขา พอพูดจบมีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่าหนูก็เจอมาแล้ว พอขับรถภาวนาพุทโธๆๆแล้วจิตมันก็สงบมันก็ไม่อยู่กับการขับรถ แล้วเราก็ขับรถไปจนกระทั่งสุดถนนจึงได้สติว่าเราผิดทางแล้ว เขาบอกว่าดีที่ว่าในช่วงนั้นไม่ค่อยมีรถสวน ไม่อย่างนั้นเกิดชนกันตาย อันนี้แสดงว่าสมาธิกับงานที่ทำอยู่มันไม่มีความสัมพันธ์กัน เราจะบริกรรมภาวนาอย่างอื่นหรือนึกอย่างหนึ่งได้เฉพาะเวลาที่เราตั้งใจปฏิบัติโดยตรงโดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด แต่เมื่อเวลาเราทำงานเราก็เอาสิตไปอยู่กับงาน เวลาเราพูดเอาสติไปอยู่กับพูด เวลาเราคิดเอาสติไปอยู่กับคิด ทำอะไรมีสติตลอดเวลา อันนี้คือการฝึกจิตให้มีสติ ที่เราปฏิบัตินี้ไม่ใช่เราจะปฏิบัติเอาศีล ปฏิบัติเอาสมาธิ ปฏิบัติเอาปัญญา แต่เราจำเป็นจะต้องสร้างศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดมีพลังขึ้นจนสามารถรวมพลังลงเป็นหนึ่งซึ่งเรียกว่า สติวินโย เมื่อเราสามารถทำศีล สมาธิ ปัญญา ให้รวมเป็นหนึ่งกลายเป็นสติวินโย มีสติเป็นผู้นำ สติตัวนี้จะคอยประคับประคองคอยจ้องดูสิ่งที่เราทำ พูด คิด หรือยืน เดิน นอน นั่ง คลอดทุกอิริยาบถไม่มีความพลั้งเผลอ เมื่อเป็นเช่นนั้นจิตของเราก็พ้น พ้นจากความกังวลหลายๆอย่าง ในที่สุดก็พ้นจากกิเลส แก่นของพระธรรมวินัยคืออะไร แก่นของพระธรรมวินัยคือวิมุตติ เราปฏิบัติเอาวิมุตติคือความหลุดพ้นจากกิเลสจนบรรลุพระนิพพาน

 


   เมื่อออกจากสมาธิแล้วมีอาการเมื่อล้ามากขึ้น ถือว่าถูกต้องหรือไม่
   

   องค์ประกอบของการทำสมาธินี้ ในเมื่อสมาธิเกิดขึ้นเท่านั้นแหละกายก็เบา จิตก็เบา ถ้าสมาธิอันใด ถ้าเรานั่งสมาธิตลอดคืนยันรุ่ง ตลอดวันยันค่ำ ในเมื่อออกจากสมาธิมาแล้วยังเมื่อยยังกับวิ่งมาตั้งหลายกิโลนั้นใช้ไม่ได้ ออกจากสมาธิแล้วต้องเบา

 


   การฝึกสมาธิต้องการสถานที่เช่นใดจึงจะทำให้ได้ผลอย่างรวดเร็ว
   

   อาตมาถือคติว่า ถ้าใครสามารถภาวนาให้มีจิตเป็นสมาธิ รู้ธรรม เห็นธรรมอยู่ในบ้านของตัวเอง จะมีพระปฏิบัติอยู่ในบ้านทุกวัน ถ้าใครภาวนาให้จิตสงบได้ รู้ธรรม เห็นธรรมได้ ภายในบ้านจะมีคุณค่าดียิ่งกว่านิมนต์พระไปสวดมนต์ตั้งหมื่นๆองค์ แนะนำให้เขาทำอย่างนี้เพื่อแก้ปัญหาว่าไม่มีเวลาจะไปวัด จึงอยากจะให้ทุกท่านสร้างวัดขึ้นในห้องนอนตัวเอง ทีนี้บางคนคัดค้านว่าท่านไปสอนคนให้ทำอย่างนั้น เมื่อเขาได้รับความสบายในบ้านแล้วขาไม่มาทำบุญกับท่าน ท่านจะไม่อดหรือ อาตมาบอกว่าไม่มีทาง ยิ่งจะมากขึ้นกว่าเก่า

 


   วิธีเริ่มทำสมาธิ ทำอย่างไรและควรทำสมาธิเมื่อไร
   

   หลังจากไหว้พระสวดมนต์เสร็จก็แผ่เมตตา การแผ่เมตตานั้น เราจะนึกว่าสัตว์ที่มีชีวิตซึ่งเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดสิ้นนั้น จงเป็นผู้มีสุขกายสุขใจเถอะ แค่นี้ก็เป็นการแผ่เมตตาแล้ว พอหลังจากนั้นก็นึกในใจว่าพุทโธ ธัมโม สังโฆๆๆ แล้วก็กำหนดรู้ลงที่จิต นึกในใจว่าพุทโธๆๆเรื่อยไปอยู่ในจิตนั่นแหละ ยน เดิน นอน นั่ง กิน ดื่ม พูด คิด นึก พุทโธได้ตลอดดเวลา ส่วนเรื่องสวดมนต์นั้นเราจะสวดได้เพียงไรแค่ไหนไม่สำคัญ แม้จะได้แต่เพียงนะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ จบอยู่แค่นั้นก็สวดอยู่แค่นั้นแลหะ แล้วก็สวดด้วยความมั่นใจ เป็นอุบายสำหรับอบรมจิตใจ อุบายกระตุ้นความรู้สึกให้มีความตั้งมั่นคงในคุณความดี ทีนี้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ก็คือคุณธรรม อย่าไปน้อยอกน้อยใจ ผู้ที่ท่องสวดมนต์ไม่ได้มากอย่าไปน้อยใจ ถ้าจำอะไรไม่ได้ก็จำพุทโธๆๆหรือยุบหนอพองหนอ เพียงคำเดียวเท่านั้นให้ได้ แม้แต่การพิจารณาธรรมะก็เหมือนกัน เช่นอย่างพิจารณาอาการ 32 นี้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไล่มันครบหมดทุกอาการ ก็เพ่งดูกระดูกหัวแม่มืออันเดียวนี้ให้มันมองเห็นชัด จิตเป็นสมาธิขึ้นมาใช้ได้ อันเดียวนี้แหละมันจะเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าจิตมันมองเห็นหัวแม่มือแค่นี้มนก็เป็นสมถกรรมฐาน ถ้ามันวาหัวแม่มือทำไมมันคดๆ เคี้ยวๆเปลี่ยนแปลงอะไรได้ กระดิกได้ มัน็เป็นวิปัสสนากรรมฐานแล้ว อย่าไปคิดอะไรให้มันยุ่งยากนัก ทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมาธิได้นั้นคือสมถะ รู้ว่าจิตสงบนิ่งเป็นสมาธิคือวิปัสสนาเอากันแค่นี้ ถ้ารู้มากกว่านี้แล้วมันยุ่ง ทีนี้มันรู้จริงแล้วมันขยายตัวไปเอง อย่าไปคิดอะไรให้มันวุ่นวายนัก

 


   ถ้ามีปัญหาในเรื่องการทำสมาธิ หลวงพ่อจะแนะนำวิธีแก้ปัญหาอย่างไร
   

   แต่ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าเกี่ยวกับเรื่องการทำสมาธินี้ ถ้าปัญหาเกิดจากสมาธิคือหมายความว่ามันมีข้อสงสัยเกิดขึ้นภายในจิต อันนี้เราต้องพยายามตอบด้วยตนเอง ถ้าสงสัยว่าอันนี้คืออะไร ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นมาอย่างนี้ก่อนที่จะภาวนาเรื่อยไป จะภาวนาอะไรก็ได้ ในเมื่อจิตสงบนิ่งขึ้นมาแล้วคำตอบมันจะปรากฏขึ้นมาเอง

 


   ถ้ามีนิมิตเกิดขึ้นในลักษณะต่างๆขณะทำสมาธิ ผู้ปฏิบัติควรจะทำอย่างไร
   

   เหตุการณ์ใดๆที่ผ่านขึ้นมาในขณะทำสมาธิ จะเป็นภาพนิมิตก็ตาม ความรู้ก็ตาม หรืออาจจะมีเสียงดังก็ตาม ให้ผู้ภาวนากำหนดรู้ลงที่จิตอย่างเดียว อย่าไปสนใจกับสิ่งหล่านั้นเพราะสิ่งเหล่านั้นมันเป็นสิ่งที่จิตของเราบันดาลให้มันเกิดขึ้นมาเอง เมื่อจิตไปเอะใจไปสงสัยปยึดติดอยู่นั้น จิตของเราไปหลงภูมิของตัวเองแล้วไปยึด เมื่อยึดแล้วก็แปลกใจตัวเองว่า เอ๊ะ ทำไมจึงป็นอย่างนี้ พอเกิดเอะใจขึ้นมาแล้วจิตก็ถอนจากสมาธิ สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็หายไป เราเลยหมดโอกาสไม่ได้พิจารณาให้รู้เห็นจริง อันนี้ให้ระวังให้มาก

 


   จำเป็นจะต้องนั่งขัดสมาธิเพชรเวลาทำสมาธิหรือไม่
   

   อันนี้น่าจะทำความเข้าใจ การทำสมาธิ คำว่าสมาธิเป็นกิริยาของจิต การกำหนดจิตหรือการบริกรรมภาวนาในจิต หรือการเอาจิตไปพิจารณาเรื่องราวต่างๆเป็นการทำสมาธิ แต่การยืน เดิน นั่ง นอน เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ เราจะทำสมาธิในเวลาเดิน เวลานั่ง เวลานอน หรือเวลาไหนๆก็ได้ทั้งนั้น ถ้าหากว่านั่งสมาธิแบบขัดสมาธิเพชร หรือแบบพระพุทธเจ้านั่งนี้ ถ้ามันลำบากเราจะนั่งเก้าอี้ก็ได้ จะนอนทำก็ได้ ถ้าใครยิ่งนอนทำสมาธิชำนิชานาญยิ่งดี ในเมื่อหลับลงไปแล้วจิตจะได้เป็นสมาธิ ในเมื่อจิตเป็นสมาธิในเวลาหลับกายมันจะได้พักผ่อนสบาย เพราะองค์ประกอบ ของการเป็นสมาธินี้ กายเบา จิตเบา ในเมื่อกายเบา จิตเบา กายก็ได้พักผ่อนเต็มที่ ถ้าใครนอนพักผ่อนด้วยสมาธิ บางทีเป็นโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างก็หายได้

 


   การที่จิตสามารถติดตามอารมณ์ต่างๆไปตลอดเวลา ถือว่าจิตเป็นสมาธิหรือไม่
   

   จิตที่สามารถตามรู้อารมณ์ต่างๆ อันนี้ถือว่าจิตเป็นสมาธิในขั้นวิปัสนา จิตที่จะติดตามรู้อารมณ์ได้ตลอดเวลา หมายถึงว่าเราคิดอะไรขึ้นมาจิตมันก็รู้ทัน ประสบเหตุการณ์อะไรขึ้นมาจิตมันก็รู้ทัน ใครด่ามันก็รู้ทัน ใครตำหนิมาก็รู้ทัน ใครยกย่องสรรเสริญมาก็รู้ทัน จิตสามารถที่จะตั้งมั่นอยู่ในสภาพปกติไม่ยินดียินร้ายต่อเหตุการณ์นั้นๆได้ ชื่อว่าจิตเป็นสมาธิในขั้นวิปัสสนากรรมฐาน ทีนี้เมื่อพูดถึงจิตในขั้นวิปัสสนากรรมฐาน บางท่านอาจจะสงสัยว่าจิตในขั้นสมถกรรมฐานเป็นอย่างไร จิตในขั้นสมถกรรมฐานนั้นหมายถึงจิตที่ไปนิ่งว่างอยู่เฉยๆไม่เกิดความรู้ หมายถึงจิตที่อยู่ในฌาน มันรู้เฉพาะเรื่องของฌานเท่านั้น ความรู้อื่นๆไม่มี หมายถึงจิตที่อยู่ในอัปปนาสมาธิ ขั้นที่เรียว่าจิตนิ่งสว่าง แล้วก็ไม่รู้สึกจนกระทั่งว่ามีตัวมีตน ตัวตนหายไปหมด อันนี้ไม่ใช่การเริ่มต้น เป็นการที่จิตผ่านความเป็นสมาธิขั้นสมถะมาแล้วจนมีสติสัมปชัญญะดี สามารถตามรู้ทันอารมณ์ต่างๆ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าใครได้อย่างนี้แล้วสบายมาก

 


   สมาธิมีประโยชน์ต่อนักบริหารอย่างไร
   

   สมาธิมีประโยชน์ต่อนักบริหารและต่อคนที่ไม่ใช่นักบริหารคือในเมื่อเราทำสมาธิให้มีจิตสงบมั่นคง จะทำให้เรามีสติ มีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี และสมาธินี้ถ้าใครทำถูกต้อง เดิมเป็นคนขี้เกียจจะกลายเป็นคนขยัน ถ้าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์จะต้องเป็นคนซื่อสัตย์ ยกตัวอย่างเช่น แม่บ้านเป็นคนขี้เกียจหุงข้าวให้ผัวรับประทาน ในเมื่อทำสมาธิเป็นแล้วจะมีความขยันหุงข้าวหั้วรับประทาน รู้จักหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นสมาธิจึงมีประโยชน์แก่นักบริหารและนักปกครองอย่างเหลือที่จะพรรณนาทีเดียว ถ้าหากท่านผู้ใดสามารถรู้จักวิธีใช้อำนาจทางจิตได้ก็ยิ่งเป็นการดี

 


   ขณะที่นั่งทำสมาธิ บริกรรมพุทโธๆอยู่ จนกระทั่งรู้สึกว่าจิตเริ่มจะนิ่ง จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นคือพุทโธหายไป ไม่รู้สึกตัว ตัวไม่โยกไปมา นั่งตรงอยู่เป็นระยะหนึ่ง
   

   ในเมื่อบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆไป จิตเริ่มจะสงบลงไป พอจิตเริ่มสงบลงไปแล้วคำว่าพุทโธมันจะค่อยเลือนลางหายไป ในที่สุดจิตจะไม่ว่าพุทโธเลย แล้วจิตก็จะนิ่งรู้อยู่เฉยๆนี่บางทีบางท่านอาจจะเข้าใจผิดในตอนนี้ ในเมื่อบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆแล้วทีนี้จิตมันไม่ว่าพุทโธ แต่มันมีอาการเคลิ้มๆสงบลงไป ก็เข้าใจว่าเรานี้เผลอสติไม่นึกพุทโธ แล้วก็ไปกลับนุกพุทโธมาใหม่ ก็เป็นการเริ่มต้นอยู่เรื่อย อันนี้สังเกตุให้ดี ถ้าบริกรรม พุทโธๆๆจิตมันไม่ว่าพุทโธมันไปอยู่เฉยๆนิ่งเฉยๆอยู่ ถึงแม้ว่าไม่สบละเอียดก็ตาม ให้กำหนดรู้อยู่ ตัวนิ่งเฉยๆ อย่าไปคิดว่าจิตมันเฉยหนอ อะไรหนอ ถ้าไปนึกอย่างนั้น จิตจะถอนจากสมาธิ ให้ทำทีว่ารู้อยู่ในที อย่าไปนึกคิดอะไรทั้งนั้น ปล่อให้จิตมันว่างอยู่อย่างนั้น เพียงแต่ทรงตัวอยู่เท่านั้นเอง เมื่อมันถอนจากความรู้สึกว่างฉยๆ อย่างนั้นแล้วเราจึงค่อยกำหนดพุทโธๆๆไปใหม่ ถ้าหากมันวางเฉยอยู่อย่างนั้นก็ปล่อยให้มันเฉยอยู่อย่างนั้น ทีนี้พอทำไปนานๆเข้าจิตมันมีพลังขึ้นมา มันก็จะสว่างแจ่มใสขึ้นมาเอง

 


   เวลานั่งสมาธิจิตภาวนา จิตยังไม่ถึงอุปจาระ กำหนดให้เหนรูปนาม เกิด ดับ เป็นปจจุบันธรรมได้หรือไม่
   

   ได้ แต่ว่าเป็นเพียงการปรับปรุงหรือปรุงแต่งปฏิปทาเท่านั้น การนึกว่านี้รูป นี้นาม โดยความตั้งใจโดยเจตนา อันนี้เป็นขั้นปฏิบัติ ภาคปรุงแต่งปฏิปทาคือข้อปฏิบัติ แต่นักปฏิบัติจำเป็นจะต้องพิจารณารูปนามด้วยความตั้งใจที่จะคิดพิจารณา เพื่อเป็นแนวทางให้จิตสงบเป็นสมาธิขึ้นมา เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิขึ้นมาแล้วจิตนั้นจะพิจารณารูปนามไปเองโดยอัตโนมัติ

 


   การนั่งสมาธิแล้วสามารถรู้ล่วงหน้าและอดีตได้ ใช่หรือไม่
   

   การทำสมาธิแล้วสามารถที่จะรู้อดีต อนาคต ปัจจุบันได้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้เป็นไปทุกคน บางท่านก็ไม่รู้อะไรเลย ยกตัวอย่างเช่น อาตมานี้ม่รู้อะไรเลย รู้แต่จิตของตัวเอง และสภาวะความจริงที่เกิดขึ้นกับจิต ในบางครั้งมีผู้ไปขอร้องให้นั่งทางใน ดูโน่นดูนี่ อาตมาก็บอกกับเขาว่าคุณอย่ามาสอนให้พระโกหก คือสิ่งที่คนอื่นเขาไม่รู้ไม่เห็นด้วย พระพุทธเจ้าห้ามพูด แต่คำถามที่ว่าการนั่งสมาธิแล้วสามารถรู้ล่วงหน้าและอดีตได้หรือไม่นั้น อันนี้สามารถที่จะรู้ได้ แต่ต้องถึงขั้นที่สามารถจะรู้ เช่นอย่างผู้ที่ทำสมาธิพิจารณาสภาวธรรมจนรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว สามารถรู้อดีตชาติของตัวเอง เช่นอย่างพระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้ พระองค์ก็รู้บุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือระลึกชาติหนหลังได้ แล้วก็รู้จุตูปปาตญาณ รู้การเกิดและจุติของสัตว์ทั้งหลาย รู้อาสวักขยญาณ รู้อุบายทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากอาสวะ อันนี้เป็นสิ่งที่สามารถจะเป็นไปได้ แตสำหรับการที่จะไปนั่งดูโน่นดูนี่เช่น นั่งดูปุ่ ย่า ตา ยาย หรืออะไรต่ออะไรนั้น มันก็ออกจะเพ้อไปหน่อย ที่แน่ๆ จริงๆ เวลานี้รัฐบาลกำลังค้นหาบ่อน้ำมัน ถ้าองค์ไหนเก่งๆ แล้วจับไปนั่งส่องดูบ่อน้ำมันว่ามันอยู่ที่ตรงไหน รัฐบาลเจาะลงไปทีเดียวไม่ต้องเปลืองเวลา ไม่ต้องเปลืองค่าจ่าย ถ้าสามารถพิสูจน์ได้อย่างนั้นเก่งจริง แต่นี่ส่วนมากเก่งแต่เฉพาะตาคนธรรมดาไม่รู้ไม่เห็นด้วย อาจมาจึงไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เท่าไรนัก

 


 b a c k
หน้า ๑ | |
 n e x t
< กลับ >
( จำนวนคนอ่าน คน )
         
• เสียงเทศน์หลวงปู่ชา สุภัทโท • ปุจฉา-วิสัชนา • ความผิดในความถูก • พระพุทธรูปในเมืองไทย • ติดต่อเว็บไซต์
• เสียงเทศน์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ • ข่าวประชาสัมพันธ์ • นอกเหตุเหนือผล • ประวัติพระสงฆ์ไทย • สมุดเยี่ยม

• แกลเลอรี • หนังสือน่าอ่าน   • แผนผังเว็บไซต์
         
เว็บไซต์เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพุทธบูชา :: วศิน เตยะธิติ © 2557