เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพุทธบูชา :: วศิน เตยะธิติ

ปุจฉา-วิสัชนา : หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
หน้า ๑


ปุจฉาวิสัชนาในต่างประเทศ
วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ (เวลาบ่าย)
"สนทนาธรรม"


ท่านอาจารย์
ใครมีเรื่องอะไรสนทนาก็เชิญ
ผู้ถาม
ได้อ่านวิธีปฏิบัติธรรมแบบพม่า

ท่านอาจารย์
แล้วเวลาปฏิบัติ ปฏิบัติแบบใด
ผู้ถาม
ที่ได้รับการอบรมมานั้น เวลานั่งภาวนาพยายามที่จะขจัด อารมณ์ไม่ให้มารบกวน พอขจัดอารมณ์สงบลงพักหนึง จะมีอารมณ์ใหม่เกิดขึ้น จะเป็นอารมณ์อะไรก็แล้วแต่พอเห็นว่าเกิดอารมณ์ขึ้นแล้ว ก็พยายามทำให้ว่างใจก็สงบอีก ทำอยู่อย่างนี้เห็นว่าเป็นการทำให้สงบได้ไม่นาน ขอกราบเรียนถามว่า ทำอย่งไรจึงจะทำให้สงบได้นานๆ

ท่านอาจารย์
การขับไล่อารมณ์ให้ออกไปได้นั้นดีแล้ว แต่ยังจับหลักไม่ถูกต้องจับให้ได้ จึงจะสงบได้นานๆ
ผู้ถาม
เมื่อทำความสงบแล้ว แต่พออารมณ์เกิดขึ้น ก็พยายามจับอารมณ์นั้น เมื่อจับอารมณ์นั้นได้แล้วก็สามารถทำความสงบได้มันจะเป็นอยู่อย่างนี้และพยายามทำอยู่อย่างนี้
ท่านอาจารย์
ให้ไปจับเอาต้นเหตุคือ ผู้คิดนึกก่อนที่เป็นอารมณื อารมณ์ทั้งหลายก็หายไป แล้วสงบอยู่อย่างเดียว จับเอาความสงบนั้นให้ได้

ผู้ถาม
เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น ท่านอาจารย์ให้พยายามจับอารมณ์นั้นใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์
ให้พิจารณาจับอารมณ์นั้นจับที่ตรงเหตุคือผู้ไปคิดนึกเป็นเหตุนั่นแหละจับเอาตรงนั้นแหละให้ได้

ผู้ถาม
ได้พยายามจับอารมณ์นั้นเหมือนกัน แต่มันก็ดับไปก่อน
ท่านอาจารย์
ให้เข้มใจอย่างนี้ใจเป็นกลาง ผู้คิดผู้ส่งไปเป็นอารมณ์นั้น คือจิตให้จับเอาจิตผู้เป็นหตุนี่ให้ได้จึงจะหมดเรื่อง

ผู้ถาม
ที่ทำภาวนานี้ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้นต้องการทำใจให้ว่าง ตลอดเวลา
ท่านอาจารย์

ให้เข้มใจอย่างนี้ใจเป็นกลาง ผู้คิดผู้ส่งไปเป็นอารมณ์นั้น คือจิตให้จับเอาจิตผู้เป็นหตุนี่ให้ได้จึงจะหมดเรื่อง

 

ผู้ถาม
ที่ทำภาวนานี้ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้นต้องการทำใจให้ว่าง ตลอดเวลา
ท่านอาจารย์

มันไม่ว่างน่ะซี่ ถึงว่างก็ไปยึดความว่างนั้น ก็เลยไม่ว่าง

 

ผู้ถาม
จะพยายามละอุปาทานได้อย่างไร
ท่านอาจารย์

มันยังมากมายขอให้พิจารณาอัตตานี้เสียก่อนเมื่อพิจารณาอัตตานี้ เห็นชัดเจนแล้วจนไม่มีอัตตาสิ่งทั้งปวงทั้งหมดเป็น อนัตตา นั่นแหละจึงจะละอุปาทานได้

 

ผู้ถาม
ขอท่านอาจารย์โปรดอธิบายคำตอบสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งครับ
ท่านอาจารย์

ขอให้ใช้สติควบคุมปัญญาพิจารณา รูป-นาม คือกายกับใจ อันนี้ให้เห็นแจ้งชัดเจนด้วยใจของตนเอง แล้วมองเห็นสิ่งทั้งปวงมีสภาพเหมือนกันหมด นี่ก็ เป็นอุบายอันหนึ่งของอุบายหลายๆ อย่างด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ละอุปาทานได้ อุปาทานไม่ใช่อันเดียว มีหลายอย่าง แต่ไปชัดอุอายอันเดียว แล้วเรื่องอื่นก็ชัดด้วยกันทั้งหมด

 

ผู้ถาม
ที่ท่านอาจารย์ให้พิจารณากายนั้น ควรจะพิจารณาส่วนไหนครับ
ท่านอาจารย์

จะพิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้แล้วแต่ถนัด เมื่อมันชัดแล้วส่วนอื่นก็ชัดตามกันไป หรือจะชัดเฉพาะแต่ส่วนที่พิจารณาก็เอา อย่าไปอยากให้มันชัดทั้งหมดประเดี๋ยวใจมันจะถอนออกมาเสีย สิ่งที่ชัดจะหายไปเสียสิ่งที่ไม่ชัดก็เลยไม่ชัดตามกันไปด้วย

 

ผู้ถาม
ถ้าพิจารณานิจจัง หรือนามธรรมอื่นอันใดจะชัดกว่าครับ
ท่านอาจารย์

เมื่อพิจารณาอนิจจัง ขอให้ลงถึงใจจริงๆ เกิดเป็นชัดด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่ารูปและนาม

 

ผู้ถาม
เวลาทำความสงบมีอารมณ์เล็กน้อย มันจะไปยึดเอาแต่ความสงบนั้น
ท่านอาจารย์

ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ความสงบเป็นความสุขอย่างยิ่ง แต่ความไม่สงบเป็นสัญชาติญาณมันยังมีอยู่และไม่มีความสุข จงทำความสงบให้มากจนไม่มีอารมณ์แล้วอยู่เป็นสุข

 

ผู้ถาม
เวลาที่ทำสมาธิโดยกำหนดลมหายใจและมื่อจิตสงบนิ่งดีแล้วกลับมาพิจารณากายโดยคิดไปว่า น่าจะเป็นโรคอันนั้นอันนี้ ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ แต่เมื่อคิดว่าขณะนี้กำลังพิจารณา อานาปานสติอยู่ ก็นับหนึ่ง - สอง -สาม--- จนถึง สิบแทนการกำหนดลมหายใจ ความรู้สึกนั้นก็หายไป ทำอย่างนี้จะถูกหรือไม่
ท่านอาจารย์

จิตยังไม่สงบเต็มที่ยังไม่เข้าถึงธรรมจึงต้องหวงแหนร่าง-กายอยู่กลัวจะเกิดโรคนั้นโรคนี้อยู่ ถ้าจิตเข้าถึงสมาธิเต็มที่แล้วและเข้าถึงธรรม ความวิตกกังวลเช่นนั้นจะไม่มีเลย

 

ผู้ถาม
ผมเข้าใจว่าเมื่อใจจะเป็นฌาณต้องวางอารมณ์เสียก่อน เมื่อวางแล้วก็เป็นฌาณหลังจากนั้นผมพยายามจับอาการสามสิบสองพิจารณาใหม่
ท่านอาจารย์

ฌาณก็ต้องอารมณ์ไม่มีอารมณ์ก็เรียกฌาณได้อย่างไร อารมณ์ของฌาณคืออานาปานสติ อนุภ กสิณ ทั้งหลาย เป็นต้น ที่จับเอาอาการสามสิบสองมาพิจารณานั้นดีแล้ว ขอให้พิจารณาไปเกิดเป็นอย่างไรช่างมันขอให้มันเป็นก็แล้วกัน

 

ผู้ถาม
เวลาอารมณ์อะไรมาแทรกขณะที่กำลังพิจารณาอยู่ใจก็มักจะเข้าหาฌาณแต่ถ้าเมื่อใดใจจดจ้องแต่อารมณ์เดียว เวลาจับเอาอารมณ์นั้นมาพิจารณากาย จิตใจก็จะตั้งมั่นอยู่ที่กาย
ท่านอาจารย์

ฌาณเป็นอารมณ์ขี้ขลาด เหตุนั้นเมื่อมีอารมณ์มาแทรก จึงหลบเข้าฌาณเสียสมาธิเป็นอารมณ์กล้าหาญ เมื่ออารมณ์ใดเข้ามาแทรกจะต้องจดจ้องเพ่งพิจารณาอยู่ที่กายแห่งเดียว

 

ผู้ถาม
เมื่อก่อนนี้ผมคิดว่าการเรียนหมอนี้เป็นหลักวิชาที่ได้เปรียบในเรื่องการพิจารณา แต่เดี๋ยวนี้ทราบว่าเข้าใจผิด การไปเพ่งดูโรคต่างๆแล้วเอาพิจารณานั้น มันยังเป็นการเพ่งภายนอก
ท่านอาจารย์

เราเพ่งอันนั้นนับว่าดีแล้ว เราจับจุดได้ว่ามีโรคอะไรเกิดขึ้นในที่นั่น เราเพ่งเรียกว่าเพ่งออกไปภายนอกเรียกสมาธิเหมือนกันเมื่อจิตใจจดจ่ออยู่อันเดียวเรียก สมาธิ แต่เป็นสมาธิส่งนอกบรรดาวิชาทั้งหลายที่เรียนรู้สมาธิ แต่เป็นสมาธิส่งนอกบรรดาวิชาทั้งหลายที่เรียนรู้มาแล้ว ในโลกนี้และนำออกมาใช้ทั้งหมด ส้วนแต่เกิดจากสมาธิ อันนี้ทั้งนั้น แต่ในทางพุทธศาสนาให้ย้อนกลับมา พิจารณาภายในใครเป็นผู้พิจราณาใจเป็นผู้พิจารณาจับใจนั่นแหละมา พิจารณา อ๋อ.. ผู้นี้เองเป็นผู้พิจารณา แล้วเรามาพิจารณาใจว่า มันมีอะไรอยู่ตรงนี้บ้าง เวลาเราคิดนึกส่งส่ายมันไปหาอะไรจับตรงนี้แหละขึ้นมาพิจารณาอยู่ตรงนี้ ตั้งสติควบคุมทำความรู้สึกไว้เอาแค่นี้เสียก่อนเมื่อสมาธิเกิดมันต้อง วางอารมณ์อันนั้นตาม หลักพระพุทธศาสนาถ้าหากไปติดอารมณ์นั้นอยู่ เป็นสมาธิเหมือนกันแต่เป็นสมาธิส่งนอก

 

ผู้ถาม
เมื่อก่อนนี้เวลาภาวนา พิจารณาเห็นสมองของคนอื่นอยู่ข้างหน้าปัจจุบันนี้พยายามพิจารณาให้เป็นสมองของตัวเองบ้าง จะเป็นอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์

มันก็ดีละซี เห็นภายนอกแล้วน้อมเข้าภายในกายของตนไม่ให้ส่งออกไปภายนอกไม่ว่าแต่สมองล่ะ อื่นๆ ก็ให้น้อมเข้าอย่างนั้นเหมือนกันก็ใช้ได้

 

ผู้ถาม
เราจะต้องแยกจิตออกจากอารมณ์ใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์

แยกหรือไม่แยกเราไม่ต้องพูด เมื่ออารมณ์ทั้งหลายมี รูป เป็นต้นที่ตามีประสาทเป็นผู้รับรู้อย่างภาษาสมัยใหม่เรียกว่า เซลล์ประสาทก็ดีเซลล์อื่นก็ดี เป็นแต่เครื่องรับผู้รู้นั้น คือ ธาตุรู้ สภาพที่รู้นั้นแหละจับให้ได้ เมื่อจับตัวนั้นได้แล้ว สิ่งอื่นก็หายไปหมดก็เป็นอันแยกอารมณ์กับจิตออกจากกันได้แล้ว

 

ผู้ถาม
เมื่อเวลาภาวนาจะได้ยินอะไรหรือได้เห็นอะไรในขณะนั้นเราทำเป็นไม่สนใจ ทำเป็นไม่รู้ปล่อยวางอารมณ์ให้เฉยๆ เสียจะได้ไหมครับ
ท่านอาจารย์

นั้นเป็นวิธีวางอารมณ์ ชำระอารมณ์ คือเวลาที่มีอารมณ์ เรารู้จักชำระอย่างนี้หากอารมณ์อื่นเกิดขึ้นมาอีก ก็ต้องใช้แบบนี้แต่ปรกติธรรมดา ถ้าไม่มีสิ่งใดจะพิจารณาเราต้องมาพิจารณาอารมณ์อันนี้อีกเหมือนกันต้องให้มีความชำนาญ ถ้ามันไม่มีอะไรจิตอยู่เฉยต้องย้อนกลับมาค้นคิดอยู่อีกให้อยู่กับอารมณ์ที่เกิดนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจิตจะส่งไปในที่ต่างๆ

 

ผู้ถาม
เวลาพิจารณาอาการ ๓๒ ส่วนใดส่วนหนึ่งจนชัดเจนเห็นตามเป็นจริง แต่มันไม่สลดสังเวขแลเบื่อหน่าย มันยังเห็นต่อไปว่ากลัวจะเกิดโรคอย่างนี้อีกด้วยผมกลัวว่าจะไม่ถูกทางพ้นทุกข์ทางที่ถูกจะทำอย่างไร
ผู้อาจารย์

อันนี้มันยังอยู่ที่เรียกตามหลักวิชาที่ศึกษามา เลยเห็นเพียงสักแต่ว่าธรรมดา ไม่ยึด ไม่ถือ เห็นเป็นธรรมดาเหมือนกับท่อนไม้ท่อนฟืน เห็นไม่ใช่เขา เห็นเพียงแค่นั้นใจของเรายังไม่ทันเป็นสมาธิ ถ้าเป็นสมาธิเห็นประจักษ์แจ้งวางปุยซึ่งตำราทั้งหมด แล้วเห็นเฉพาะตนเอง มันก็สลดสังเวช อันนี้มันไม่เข้ามาในใจ มันไปอยู่ที่อื่นเสียจีงไม่เกิดสลดสังเวช

 

ผู้ถาม
ผมกลัวว่าจะไปติดทางวิชาเก่าคือ วิชาแพทย์ เป็นหมอไม่ได้อบรมทางพุทธศาสนากลัวว่าจะไม่ทราบไม่เข้าใจความพ้นทุกข์เพียงพอเพื่อที่จะเข้าสู่หลักได้ จึงอยากจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ควรแก้ไขใหม่ดี หรือว่าเอาอารมณ์อันเก่ามาพิจารณา
ท่านอาจารย์
อารมณ์เก่าหรืออารมณ์ใหม่ไม่สำคัญขอแต่ให้เพ่งพิจารณาแน่วแน่นลงเฉพาะที่เดียว เพ่งพิจารณาอะไรขอให้อยู่ ณ ที่นั้นให้เกิดความรู้ขึ้นเฉพาะตนอย่าไปเอาความรู้จากตำราหรืออื่นมาใช้เป็นอันใช้ได้ทั้งนั้น


 
หน้า ๑
 n e x t
< กลับ >
( จำนวนคนอ่าน 4037 คน )
         
• เสียงเทศน์หลวงปู่ชา สุภัทโท • ปุจฉา-วิสัชนา • ความผิดในความถูก • พระพุทธรูปในเมืองไทย • ติดต่อเว็บไซต์
• เสียงเทศน์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ • ข่าวประชาสัมพันธ์ • นอกเหตุเหนือผล • ประวัติพระสงฆ์ไทย • สมุดเยี่ยม

• แกลเลอรี • หนังสือน่าอ่าน   • แผนผังเว็บไซต์
         
เว็บไซต์เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพุทธบูชา :: วศิน เตยะธิติ © 2557